สงขลามาราธอน

สงขลามาราธอน เทศกาลและประเพณี

  • สิงหาคม 22, 2019

สงขลามาราธอน เทศกาลและประเพณี

สงขลามาราธอน เทศกาลและประเพณี

รายละเอียด
สงขลา
หมวดหมู่ : แข่งวิ่งและเดิน
วันที่ 25 ส.ค. 2562

สงขลามาราธอน ประจำปี 2562 จัดขึ้นในวันที่ 25 สิงหาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ ชาวสงขลา และประชาชนคนไทย ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ด้วยการ เดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลา เป็นการกระตุ้นเตือนเยาวชน บาคาร่า ประชาชนทั่วไปภายในจังหวัดได้ตระหนักถึงความสำคัญของสมานฉันท์ และเพื่อส่งเสริมให้ประชาชน ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ และครอบครัวขององค์กรภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชนเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่เยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของสมานฉันท์ จุดปล่อยตัวและเสร็จสิ้นการแข่งขัน ณ ลานหน้าวัดแหลมพ้อ ต.เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา จึงเรียนเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขันทำการสมัคร และหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานสงขลามาราธอน ประจำปี2562นี้ จะเป็นที่ประทับใจให้กับผู้เข้าแข่งขันทุกท่าน

ขอขอบคุณแหล่งที่มา thai.tourismthailand.org…

ประเพณีขึ้นถ้ำ

ประเพณีขึ้นถ้ำ วัดถ้ำเขาขุนกระทิง

  • สิงหาคม 14, 2019

ประเพณีขึ้นถ้ำ วัดถ้ำเขาขุนกระทิง

ประเพณีขึ้นถ้ำ วัดถ้ำเขาขุนกระทิง

ช่วงเวลา ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๕

ความสำคัญ
ประเพณีขึ้นถ้ำเป็นประเพณีที่มีการสืบทอดกันมาแต่อดีต นิยมจัดขึ้นเพื่อเป็น สิริมงคล แก่ชีวิต หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรด้วยมีความเชื่อว่าการทำนาหรือ กิจกรรมการเกษตรที่ประสบความสำเร็จได้เกิดจากการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย บาคาร่า การขึ้นถ้ำจึงเป็นพิธีกรรมใช้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมักเป็นพระพุทธรูปของวัดเพื่อแสดงความกตัญญูและเป็นนิมิตรหมายที่ดีให้แก่ชีวิต

พิธีกรรม
เปิดให้มีการสักการะ และปิดทองพระพุทธรูปภายในถ้ำ โดยทางวัดจัดบริการจำหน่ายดอกไม้ ธูป เทียน เพื่อหารายได้ให้วัด อาจมีการจัดมโหสพ เช่น มโนราห์ ควายชน การละเล่นพื้นเมือง และร้านค้าจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ

สาระ
การนมัสการขึ้นถ้ำปิดทองเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบเนื่องทุกปีเช่นเดียวกับ กิจกรรมตามเทศกาลอื่น ๆ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้คนได้ร่วมทำบุญ และหารายได้ให้วัดเพื่อใช้จ่ายใน กิจกรรมต่าง ๆ อันเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ตลอดไป

 

ขอขอบคุณแหล่งที่มา prapayneethai…

สวดมาลัย

สวดมาลัย ประเพณีท้องถิ่น ภาคใต้

  • สิงหาคม 13, 2019

สวดมาลัย ประเพณีท้องถิ่น ภาคใต้

สวดมาลัย ประเพณีท้องถิ่น ภาคใต้

ช่วงเวลา สวดในงานศพ

ความสำคัญ
ประเพณีการสวดมาลัยเป็นประเพณีประจำงานศพ แต่เดิมพระเป็นผู้สวดซึ่งสวดหลังจากการสวดมนต์แล้ว พระที่สวดมีจำนวน ๔ รูป หรือ ๑ เตียง ใช้ ตาลปัตร บังหน้า บทสวดได้จากหนังสือมาลัย หรือเรียกว่า

พระมาลัยคำสวด หนังสือดังกล่าวนี้ เป็นสมุดข่อยหรือสมุดไทย ยาวเกือบ ๑ เมตร ตัวอักษรที่บันทึกใช้ขอมไทยโดยมีขอมบาลีแทรกบ้าง บาคาร่า มักมีภาพประกอบอย่างสวยงาม เนื้อเรื่องเป็นธรรมะสั่งสอนให้ผู้ฟังกลัวบาป
ประเพณีสวดมาลัยนอกจากมีจุดมุ่งหมายเพื่ออบรมสั่งสอนแล้ว ยังมุ่งให้เป็นรายการแสดงแก้ความเงียบเหงาในขณะที่เฝ้าศพและเพื่อไม่ให้เจ้าภาพหรือญาติผู้ตายเศร้าโศกเกินไปด้วย

พิธีกรรม
ผู้สวดมาลัยคณะหนึ่งเรียกว่า “วงมาลัย” วงหนึ่ง ๆ ที่พอเหมาะควรจะมี ๔-๖ คน เป็นแม่เพลง ๒ คน เรียกว่า “แม่คู่” หรือ “ต้นเพลง” ส่วนที่เกินเป็น “ลูกคู่” หรือ “คู่หู” ลูกคู่มีหน้าที่ร้องรับ การสวดของแม่เพลงนั้นจะต้องมีการแสดงท่าประกอบด้วย โดยทุกคนในวงจะร่วมกันแสดงท่าและเสียงประกอบให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องที่ร้องสวด เครื่องดนตรีไม่ต้องมีประกอบ แต่บางวงมีขลุ่ยและรำมะนา ส่วนเครื่องแต่งกายจะแต่งอย่างไรก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แต่งตามปกติจะมีอยู่บ้างบางวง ที่มีการแต่งตัวตามท้องเรื่องหรือบทสวด
เมื่อมีผู้ตาย เจ้าภาพจะไปบอกกล่าวให้วงมาลัยรู้เพื่อให้ไปสวด การสวดจะเริ่มขึ้นหลังจากพระสวดพระอภิธรรมเสร็จแล้ว โดยเริ่มจากบท “ตั้งนโม” เพื่อเป็นการสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย และ “ไหว้คุณ” คือไหว้ครูอาจารย์สิ่งที่เคารพนับถือ ต่อจากนั้นจึงสวดบท “ในกาล” อันเป็นบทเริ่มเนื้อเรื่องในหนังสือพระมาลัย ที่เรียกบท “ในกาล” เพราะว่าขึ้นต้นด้วยการสวดตอนนี้ขึ้นว่า “ในกาลอันลับล้น…” เนื้อหาของบทนี้เป็นการเล่าประวัติของพระมาลัย เกี่ยวกับการโปรดสัตว์ทั้งในสวรรค์และนรกผู้ร้องบทนี้จะเป็นผู้ชาย เมื่อจบบทในกาลแล้วจะขึ้นบท “ลำนอก” หรือเรียกว่า “เบ็ดเตล็ด” เรื่องที่นำมาร้องมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดีต่าง ๆ เช่น ขุนช้างขุนแผน สังข์ทอง พระอภัยมณี อิเหนา จันทโครพ ฯลฯ การแทรก “ลำนอก” เข้ามาเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้สนุกสนาน ในบทลำนอกนี้อาจจะใช้ท่วงทำนองเพลงลำตัด เพลงฉ่อย เพลงนา ก็ได้แต่ส่วนมากนิยมลำตัดแต่เดิม การเล่น”ลำนอก” หรือเรื่องเบ็ดเตล็ดไม่มี เพิ่งจะมีขึ้นภายหลังเพื่อให้การสวดมาลัยสนุกสนานยิ่งขึ้น
ในสมัยก่อนการสวดมาลัยมีปัญหาในการฝึกหัดฝึกซ้อมเป็นอันมาก ทั้งนี้เพราะมีความเชื่อว่าหากฝึกหัดหรือซ้อมการสวดมาลัยบนบ้านจะเป็นเสนียดจัญไรแก่บ้าน ดังนั้นผู้ฝึกหัดจึงต้องหาสถานที่นอกบ้าน เช่น ขนำกลางนา ชายป่าช้า ในวัด หรือในโรงนาแต่สำหรับในปัจจุบันความเชื่อเช่นนี้หมดไป ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีอายุมากกว่า ๗๐ ปีขึ้นไปเล่าว่า แต่ก่อนการสวดมาลัยมีแพร่หลาย งานศพทุกงานจะต้องมีสวดมาลัยเสมอ การสวดมาลัยที่มีชื่อเสียงมาก ได้แก่วงมาลัยของไชยา กาญจนดิษฐ์ ท่าฉาง ท่าชนะ เป็นต้น แต่ปัจจุบันการสวดมาลัยหมดความนิยม นักสวดมาลัยที่เหลืออยู่ก็แก่เฒ่า ผู้สนใจฝึกหัดเพื่อสืบต่อก็ไม่มี จึงเป็นที่แน่ชัดว่าในอนาคตไม่นานนักการสวดมาลัยคงเหลือเพียงชื่อ

 

ขอขอบคุณแหล่งที่มา www.prapayneethai.com…

ประเพณีพื้นเมือง

ประเพณีพื้นเมือง แห่นก จังหวัดชายแดนภาคใต้

  • กรกฎาคม 30, 2019

ประเพณีพื้นเมือง แห่นก จังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเพณีพื้นเมือง แห่นก จังหวัดชายแดนภาคใต้

ช่วงเวลา จัดขึ้นเป็นครั้งคราวตามโอกาส เพื่อความสนุกรื่นเริง หรือจัดเพื่อเป็นการแสดงคารวะ แสดงความ จงรักภักดี แก่ผู้ใหญ่ที่ควรเคารพนับถือ หรือโอกาสต้อนรับแขกเมือง หรือจัดขึ้นเพื่อการประกวดเป็นครั้งคราว

ความสำคัญ
เป็นประเพณีพื้นเมืองของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส ซึ่งได้กระทำสืบเนื่องกันมาเป็นเวลานาน บาคาร่า เป็นประเพณีนิยมไม่เกี่ยวข้องกับทางศาสนา ไม่เป็นประเพณีตามนักขัตฤกษ์

พิธีกรรม
นกที่ใช้ในประเพณีแห่นก นิยมทำ ๔ ตัว คือ
๑. นกกาเมาะซูรอหรือนกการะสุระ ชาวพื้นเมืองเรียก “นกทูนพลู” หรือตามสันนิษฐานคือ “นกการเวก” นั่นเอง ถือว่าเป็นนกสวรรค์ที่สวยงามและชั้นสูง
๒. นกกรุดาหรือนกครุฑ นกนี้เชื่อว่ามีอาถรรพ์ ผู้ทำมักเกิดอาเพศเจ็บไข้ได้ป่วย ปัจจุบันจึงไม่นิยมจัดทำเข้าขบวนแห่
๓. นกบือเฆามาศหรือนกยูงทอง เป็นนกที่มีหงอนสวยงามมาก
๔. นกบุหรงหรือนกสิงห์ มีรูปร่างคล้ายราชสีห์ เมื่อประดิษฐ์นกเสร็จ มีการสวมหัวนก จะจัดเป็นพิธี อุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีประกอบด้วย ผ้าเพดานสำหรับขึงหัวนก ๑ ผืน ขนาด ๑ ตารางเมตร ข้าวเหนียวสมางัต ๑ พาน ขนมดอดอย ๑ จาน ข้าสาร (ย้อมสีเหลือง) ๑ จาน แป้ง น้ำหอม กำยาน เทียน ทอง เงิน เงินค่าบูชาครู ๑๒ บาท และใช้ใบอ่อนของมะพร้าว ๒ – ๓ ใบ เครื่องบวงสรวงจะนำไปวางเบื่องงหน้าหัวนก ผู้ประกอบพิธีจุดเทียน เผากำยานแล้วท่องคาถา เป็นอันเสร็จพิธี
การจัดขบวนแห่นก ประกอบด้วยขบวนต่าง ๆ ดังนี้
ขบวนแรก ได้แก่ เครื่องประโคมสำหรับประโคมดนตรี นำหน้าขบวนนก ประกอบด้วย คนเป่าปี่ชวา ๑ คน กลองแจก ๑ คู่ ฆ้องใหญ่ ๑ ใบ ถัดมาเป็นขบวนบุหรงสิรี(บายศรี) ผู้ทูนบายศรีต้องเป็นสตรีที่ได้รับเลือกเฟ้นจากผู้ที่มีเรือนร่างได้สัดส่วน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีตามประเพณีท้องถิ่น พานบายศรี ใช้พานทองเหลือง ใช้จำนวนคี่
ขบวนที่สอง เป็นผู้ดูแลนก แต่งกายนักรบมือถือกริซนำหน้านก ซึ่งจะเลือกจากผู้ชำนาญการร่ายรำซีละ กริซ รำหอก
ขบวนที่สาม เป็นขบวนนก ๔ ตัว จำนวนคนหามนกแล้วแต่ขนาดและน้ำหนักของนก
ขบวนที่สี่ เป็นขบวนกริซ ขบวนหอก ผู้ร่วมขบวนแต่งกายอย่างนักรบสมัยโบราณ

สาระ
แสดงถึงความสามัคคี ความพร้อมเพรียง และเป็นการอนุรักษ์สืบทอดประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นต่อไป

ขอขอบคุณแหล่งที่มา prapayneethai…

ประเพณียี่เป็ง

ประเพณียี่เป็ง

  • มิถุนายน 9, 2019

ประเพณียี่เป็ง

ประเพณียี่เป็ง เป็นประเพณีลอยกระทงตามประเพณีล้านนาที่จัดทำขึ้นในวันเพ็ญเดือน 2 ของชาวล้านนา ยี่เป็ง เป็นภาษาคำเมืองในภา

ว้างเหมือนหนึ่งจะกระตุ้นจิตใจของผู้ที่ร่วมงานให้ลอยสูงขึ้นไปบนสวรรค์ไม่มีผิด วิเคราะห์บอล นี่เป็นการนำมาซึ่งความรื่นเริงและความสุขแก่ผู้ที่ได้ทำบุญเพราะว่าโชคร้ายต่าง ๆของพวกเขาได้ถูกลอยไปพร้อม ๆ กับโคมหมดแล้ว

เชียงใหม่ ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศสามารถชมพุ่มต่าง ๆ การเดินขบวนและนางงามยี่เป็งได้ด้วยทันทีที่พลบค่ำคนชมจะได้ตื่นเต้นกับการได้เห็นโคมลอยที่ดูติดกันเป็นสายยาวค่อย ๆ ลอยขึ้นไปสู่

ท้องฟ้าอันเวิ้ง

ร้อนชนิดนี้สามารถลอยขึ้นได้สูงถึง 1,250 เมตร และลอยไปไกลได้ถึงแม้กระทั่งอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาของภาคใต้

เหตุการณ์ที่น่าชมมากที่สุดจัดขึ้นที่บริเวณประตูท่าแพ จังหวัด

เพื่อร่วมฉลองโอกาสอันเป็นมงคลนี้ แต่ละคนต่างก็ทำบุญโดยการออกค่าใช้จ่ายในการทำบัลลูนเพื่อขับไล่โชคร้ายออกไปและให้โชคดีเข้ามาแทนที่ ถ้าหากโคมลอยของพวกเขาขึ้นไปได้สูงและลอยไปได้ไกลมาก นี่ก็แสดงว่าเขาจะประสบความเจริญรุ่งเรือง กล่าวกันว่า โคมลอยที่ใช้ความ

กระทั่งว่าในช่วงสำคัญของงานการฝึกบินของกองทัพอากาศไทยต้องหยุดระงับไว้ชั่วคราวจนกว่าโคมเหล่านี้จะลอยไปหมดแล้ว ในขณะที่การบินพาณิชย์ที่สนามบินก็ได้รับคำเตือนให้เพิ่มความระมัดระวังอย่างมากที่สุดเพราะโคมที่กำลังลอยขึ้นนี้อาจเป็นอันตรายต่อใบพัดของเครื่องยนต์ไอพ่นได้

 

 …

ประเพณีรับบัว

ประเพณีรับบัว เป็นประเพณีของชาวไทย

  • พฤษภาคม 27, 2019

ประเพณีรับบัว เป็นประเพณีของชาวไทย 

ประเพณีรับบัว สิ่งใดที่เป็นสิ่งสำคัญและมีเอกลักษณ์ รวมถึงการมีคุณค่าอย่างมาก ย่อมจะถูกอนุรักษ์และรักษาไว้เป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เลือนหายไปตามกาลเวลา และให้คนรุ่นหลังได้สืบสานสิ่งนั้นต่อไป
เฉกเช่น ประเพณีโยนบัว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเรียกกันว่าเป็นประเพณีโยนบัน 1 เดียวในโลก เลยทีเดียว ซึ่งรับรองได้เลยว่ามีแค่ที่จังสมุทรปราการเท่านั้น ซึ่งประเพณีโยนบัวจะจัดขึ้นในวัน ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี โดยจะอัญเชิญหลวงพ่อโตจำลอง

ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติในปี 2555 และได้มีการจัดประเพณีโยนบัวมามากกว่า 80 ครั้งแล้ว และยังคงจัดต่อไปในทุกที สำหรับท่านใดท่อยากจะลองไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ สามารถมาร่วมงานได้ที่ประเพณีโยนบัว จังหวัดสมุทรปราการ

มีการหลอมรวมไมตรีอัญเชิญหลวงพ่อโตจำลองลงเรือเพื่อให้ประชาชนต่างถิ่นได้เคารพบูชาจนเกิดเป็นประเพณีโยนบัวขึ้น ซึ่งประเพณีโยนบัวเป็นเอกลักษณ์ของชาวบางพลีและชาวพระประแดง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่หลอมรวมจิตใจของชาวบางพลีและพระประแดงเข้าด้วยกัน ซึ่งประเพณีโยนบัวยังได้รับการประกาศเป็นมรดก

ประกวดเรือ และในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น การแข่งชันมัดข้าวต้มแบะกินข้าวต้มมัด
ความเชื่อของคนสมัยก่อนต่อประเพณีโยนบัวเชื่อกันว่า เกิดจากไมตรีของชาวบางพลีที่จะเก็บบัวไว้ให้ชาวมอญพระประแดงนำไปไหว้พระในวันออกพรรษา จากนั้นได้

และแล่นไปตามคลองบางพลี เพื่อให้ชาวบ้านได้เคารพสักการะ ซึ่งมีผู้คนที่ไปร่วมประเพณีโยนบัวกันอย่างมากมายทั้งคนในจังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดใกล้เคียง ด้วยความศรัทธาในหลวงพ่อโตและพระพุทธศาสนา โดยชาวบ้านมีความเชื่อว่าหากอธิษฐานแล้วโยนบัวลงเรือที่ประดิษฐานหลวงพ่อโตจะทำให้คำอธิษฐานสมปรารถนา และในขบวนเรือยังมีเรืออีกหลายลำที่ตกแต่งด้วยความสวยงามเพื่อเข้าร่วมการ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://thailandtourismdirectory.go.th

 

 

 …

สารทเดือนสิบ

ประเพณี สารทเดือนสิบ

  • มีนาคม 10, 2019

สารทเดือนสิบ ประเพณีสารทไทยหรือประเพณีทำบุญเดือนสิบทางภาคใต้โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีงานหนึ่งของชาวนครศรีธรรมราช เนื่องจากเป็นเทศกาลที่ชาวนครศรีธรรมราช จะเดินเข้าวัดทำบุญเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ในวันแรม ๑๓ – ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ

และที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวนครฯ ก็คือ ในการทำบุญจะต้องมีขนมสำคัญ ๕ อย่างรวมอยู่ด้วย ซึ่งขนมสำคัญ ๕ อย่างที่ว่านั้นยังแฝงนัยยะสำคัญอะไรบ้างอย่างไว้ด้วย

– ขนมลา เชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของเสื้อผ้าที่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วใช้นุ่งห่ม

– ขนมกงหรือขนมไข่ปลา เปรียบได้กับเครื่องประดับที่บรรพบุรุษนำไปประดับตกแต่งร่างกาย

– ขนมพอง ชาวนครศรีธรรมราชเชื่อว่าเสมือนแพพาหนะให้บรรพบุรุษใช้ข้ามวัฏสงสารการเวียนว่ายตายเกิด

– ขนมบ้า เปรียบเทียบได้กับเมล็ดสะบ้า ที่บรรพบุรุษเอาไว้เล่นสะบ้าในเทศกาลตรุษสงกรานต์

– ขนมดีซำ หมายถึงเงินทองที่บรรพบุรุษสามารถนำไปใช้ในโลกหน้าได้

เดิมทีประเพณีสารทเดือนสิบนี้เป็นของพราหมณ์มาก่อน เมื่ออิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ได้เข้ามาในหมู่คนไทยทางภาคใต้ที่นับถือศาสนาพุทธ ด้วยเห็นว่าความเชื่อนี้ของพรหมณ์เป็นสิ่งที่แสดงถึงความกตัญญูที่ลูกหลานสมควรมีให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และยังเป็นโอกาสที่ญาติพี่น้องที่แยกย้ายกันไปสร้างครอบครัวในที่ห่างไกลจะได้กลับมาพบหน้ากัน กระชับสายสัมพันธ์ในครอบครัวให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ชาวนครศรีธรรมราชยังมีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือนสิบเป็นวันที่ประตูนรกเปิดออก เปรตที่ต้องถูกจองจำให้ชดใช้เวรกรรมในนรก จะได้รับอิสรภาพเป็นการชั่วคราวให้ขึ้นมายังโลกมนุษย์เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลาน ด้วยเหตุนี้ ลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะพากันนำอาหารไปทำบุญอุทิศผลบุญกุศลจากการทำบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับของตนเอง ชาวนครศรีธรรมราชจึงมีประเพณีที่ชื่อว่า ชิงเปรต เกิดขึ้นนั่นเอง

ประเพณีสารทเดือนสิบของจังหวัดนครศรีธรรมราช จะเริ่มต้นขึ้นในวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือนสิบ วันนี้จะเรียกกันว่าเป็น วันจ่าย มีการจับจ่ายซื้อขายอาหารแห้ง พืชผัก ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน และขนมที่เป็นตัวแทนของงานสารทเดือนสิบ จัดเตรียมไว้สำหรับพิธีการวันรุ่งขึ้น โดยจะจัดสิ่งของ อาหารคาวหวานและขนมสำคัญ ๕ อย่างใส่ภาชนะที่เตรียมไว้โดยวางเรียงเป็นชั้นๆ ขึ้นมา ชาวนครฯ จะเรียกกันว่าการจัดหมุรับ โดยจะเรียงข้าวสารอาหารแห้งไว้ชั้นล่างสุด ต่อจากนั้นก็จะเป็นชั้นของพืชผักที่เก็บไว้ได้นานๆ ถัดขึ้นมาจะเป็นชั้นของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่วนชั้นบนสุดจะจัดเรียงขนมสำคัญ ๕ อย่าง

วันแรม ๑๔ ค่ำ เดือนสิบ ชาวนครจะนำหมุรับที่จัดไว้ ไปทำบุญที่วัดพร้อมกับถวายภัตตาหารไปด้วย และวันสุดท้ายของประเพณีสารทเดือนสิบ วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ จะเป็นวันฉลอง ที่วัดจะมีการทำบุญเลี้ยงพระ และบังสุกุล เพื่อส่งบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วกลับไปยังนรก ตามประเพณีปฏิบัติแล้ว บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วจะได้รับผลบุญนี้ก็ต่อเมื่อมีลูกหลานจัดฉลองหมุรับ และการบังสุกุลให้เท่านั้น

ในวันเดียวกันนี้เอง หลังจากฉลองหมุรับและถวายภัตตาหารพระภิกษุแล้ว ชาวนครฯ จะทำทานต่อด้วยการนำขนมบางส่วนไปวางไว้ตามโคนไม้ใหญ่ หรือกำแพงวัดบ้าง หรือวางไว้บนศาลาหรือทำเป็นศาลาสูงมีเสาเพียงต้นเดียว ในศาลาจะใส่ขนม ผลไม้ และเงิน เมื่อถึงเวลา ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะวิ่งกรูกันเข้าไปที่ศาลาไม้นี้หรือแย่งกันปีนเสาที่ชโลมน้ำมันเอาไว้ การปีนจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่กลายเป็นภาพความสนุกสนาน ความตื่นเต้นของผู้ยืนลุ้นเอาใจช่วยอยู่ด้านล่าง

จะเห็นได้ว่าประเพณีสารทเดือนสิบของชาวนครศรีธรรมราชนั้น ไม่เพียงสอนให้คนรู้จักการเข้าวัดเข้าวาเท่านั้น ยังสอนให้คนเป็นคนกตัญญูต่อบรรพบุรุษทั้งที่ล่วงลับไปแล้วและที่ยังมีลมหายใจอยู่ สอนให้รู้จักการบริจาคทาน เปิดโอกาสให้สถาบันครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมได้สานความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้เข้มแข็งขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://xn--k3cpjt9d6a4e.net

แห่ผ้าขึ้นธาตุ

ประเพณี แห่ผ้าขึ้นธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช

  • มีนาคม 8, 2019

แห่ผ้าขึ้นธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ความเป็นมา

ในสมัยที่พระเจ้าศรีธรรมโศกราชเป็นกษัตริย์ครองตามพรลิงค์(นครศรีธรรมราช) อยู่นั้น ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์ครั้งใหญ่และแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๑๗๗๓ ขณะที่เตรียมสมโภชพระบรมธาตุอยู่นั้น ชาวปากพนังมากราบทูลว่า คลื่นได้ซัดเอาผ้าแถบยาวผืนหนึ่งซึ่งมีภาพเขียนเรื่องพุทธประวัติมาขึ้นที่ชายหาดปากพนัง ชาวปากพนังเก็บผ้านั้นถวายพระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระองค์รับสั่งให้ซักผ้านั้นจนสะอาดเห็นภาพวาดพุทธประวัติ เรียกว่า ?ผ้าพระบฏ? จึงรับสั่งให้ประกาศหาเจ้าของ ได้ความว่าชาวพุทธจากหงสากลุ่มหนึ่ง จะนำผ้าพระบฏไปบูชาพระพุทธบาทที่ลังกา แต่ถูกพายุพัดพามาขึ้นชายฝั่งปากพนัง เหลือผู้รอดชีวิตสิบคนพระเจ้าศรีธรรมโศกราชทรงมีความเห็นว่าควรนำผ้าพระบฏไปห่มพระบรมธาตุเจดีย์ เนื่องในโอกาสสมโภชพระบรมธาตุ แม้จะไม่ใช่พระพุทธบาทตามที่ตั้งใจ แต่ก็เป็นพระบรมสารีริกธาตุซึ่งเจ้าของผ้าพระบฏก็ยินดี การแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงมีขึ้นตั้งแต่ปีนั้นและดำเนินการสืบต่อมา จนกลายเป็นประเพณีสำคัญของชาวนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน

ระยะเวลาดำเนินการ

แต่เดิมการแห่ผ้าขึ้นธาตุนิยมจัดปีละสองครั้ง ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสาม (วันมาฆบูชา) และวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก (วันวิสาขบูชา) โดยนำผ้าไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ปัจจุบันนิยมทำกันในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสาม (วันมาฆบูชา) มากกว่า

สาระสำคัญ

๑. แสดงให้เห็นลักษณะสังคมของนครศรีธรรมราช ที่ยึดมั่นอยู่ในพระพุทธศาสนาการทำบุญเพื่ออุทิศเป็นพุทธบูชาเพื่อประสงค์ให้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า
๒. แสดงให้เห็นว่าองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจ ศูนย์รวมความศรัทธา พุทธศาสนิกชนทั่วไปทุกทิศจึงประสงค์มาห่มผ้าพระธาตุอย่างพร้อมเพรียงกัน

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ แห่ผ้าขึ้นธาตุ หมายถึง การแห่ผ้าผืนยาว ไปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการนำขึ้นห่มโอบล้อมรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นประเพณีที่ชาวนครศรีธรรมราชและพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในจังหวัดใกล้เคียง ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน

ความเชื่อ นครศรีธรรมราชรับพระพุทธศาสนามาจากอินเดียและลังกา จึงรับความเชื่อของชาวอินเดียและลังกาเข้ามาด้วย ชาวพุทธในอินเดียเชื่อว่าการทำบุญและการกราบไหว้บูชาที่ให้ได้กุศลจริง จะต้องปฏิบัติต่อพระพักตร์และให้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าให้มากที่สุดแม้พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วแต่ก็ยังมีสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์อยู่ ได้แก่ พระบรมธาตุเจดีย์ พระพุทธรูป เป็นต้น การกราบไหว้บูชาสิ่งเหล่านี้เท่ากับเป็นกราบไหว้บูชาพระพุทธเจ้าโดยตรงเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันมาว่า การนำผ้าไปบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ ถือเป็นการบูชาที่ใกล้ชิดกับพระพุทธองค์ ชาวพุทธในนครศรีธรรมราชจากทุกที่จึงมุ่งหมายมาสักการะเมื่อถึงวันดังกล่าว

พิธีกรรม

การเตรียมผ้าพระบฏ ผ้าที่นำขึ้นแห่องค์พระธาตุเจดีย์ มักจะนิยมใช้สีขาว เหลือง และแดง พุทธศานิกชนคนใดต้องการห่มผ้าพระธาตุ จะตระเตรียมผ้าขนาดความยาว ตามความศรัทธาของตน เมื่อไปถึงวัดจะนำผ้ามาผูกต่อกันเป็นขนาดยาวที่สามารถห่มพระบรมธาตุรอบองค์ได้ หากใครต้องการทำบุญร่วมด้วยก็จะบริจาคเงินสมทบในขบวนผ้าพระบฏนี้ก็ได้ บางคนประดิษฐ์ตกแต่งชายขอบผ้าประดับด้วยริบบิ้น พู่ห้อยแพรพรรณ ลวดลายดอกไม้สวยงามแต่ผ้าห่มพระบรมธาตุเจดีย์ผืนพิเศษ จะเขียนภาพพุทธประวัติทั้งผืนยาว โดยช่างผู้ชำนาญเขียนภาพแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ความมานะพยายามในการทำผ้าพระบฏขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาองค์พระบรมธาตุเจดีย์ แต่ในปัจจุบัน ผ้าพระบฏซึ่งมีสีขาว สีแดง สีเหลือง ส่วนใหญ่เป็นผ้ายาวเรียบ ๆ ธรรมดา ผ้าพระบฏสีขาว เหลือง แดง

การจัดขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุ เมื่อถึงวันแห่ผ้าขึ้นธาตุ มีการจัดอาหารคาวหวาน เครื่องอุปโภคและบริโภคไปถวายพระสงฆ์ในวัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร โดยการหาบคอนกันไปเป็นขบวนแห่ที่สวยงามพร้อมนำผ้าพระบฏไปวัดด้วย ผ้าพระบฏเขียนภาพพุทธประวัติ

สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังนครศรีธรรมราช ได้มีการจัดแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันมาฆบูชาและจัดให้มีการเวียนเทียนรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ชาวบ้านได้นำผ้าที่เตรียมมาแห่งห่มพระบรมธาตุเจดีย์ด้วย

ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบปฏิบัติไปจากเดิมบ้าง โดยได้ยกเลิกการนำภัตตาหาร เครื่องอุปโภคและบริโภคที่นำไปทำบุญถวายพระ การประดับตกแต่งผ้าพระบฏก็ลดหรือตัดไปยังมีก็เฉพาะแต่ผ้าพระบฏของบางหน่วยงาน เช่น สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช และวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช เป็นต้น

เดิมการแห่ผ้าขึ้นธาตุจะนัดหมายโดยพร้อมเพรียงกันเป็นขบวนใหญ่ แต่ในปัจจุบันการเดินทางสะดวกขึ้น ผู้คนที่ศรัทธาก็มาจากหลายทิศทาง ต่างคนต่างคณะ ต่างจึงเตรียมผ้ามาห่มพระธาตุ ใครจะตั้งขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุในเวลาใดก็สุดแต่ความสะดวก ขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงมีตลอดทั้งวันโดยไม่ขาดสาย เดิมขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุทุกขบวน นิยมใช้ดนตรีพื้นบ้านนำหน้าขบวน ได้แก่ ดนตรีหนังตะลุง ดนตรีโนรา แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นกลองยาวบรรเลงจังหวะที่ครึกครื้น เพื่อช่วยให้เกิดความเพลิดเพลิน ขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุจะเดินเป็นแถวเรียงเป็นริ้วยาวไปตามความยาวของผืนผ้า ทุกคนชู (เทิน) ผ้าพระบฏไว้เหนือศีรษะ ทั้งนี้เพราะเชื่อกันว่าผ้าพระบฏเป็นเครื่องสักการะพระพุทธเจ้าจึงควรถือไว้ในระดับสูงกว่าศีรษะ การถวายผ้าพระบฏ เมื่อแห่ถึงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารแล้วจะทำพิธีถวายผ้าพระบฏ โดยมีหัวหน้าคณะกล่าวนำด้วยภาษาบาลีแล้วตามด้วยคำแปลซึ่งมีใจความว่า “ข้าแต่พระผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าห่มพระธาตุนี้แก่พระพุทธเจ้า เพื่อเป็นพุทธบูชา ข้าพเจ้าทั้งหลายขอกราบไหว้ซึ่งเจดีย์ทั้งหลายในสถานที่นี้ ขออานิสงส์แห่งบุญกุศล ของข้าพเจ้าทั้งหลายจงมีแก่ข้าพเจ้าและญาติมิตรทั้งหลายเพื่อความสุขความเจริญตลอดกาลนานเทอญ” การนำผ้าขึ้นห่มองค์พระธาตุเจดีย์ หลังจากกล่าวคำถวายผ้าพระบฏเรียบร้อยแล้ว จะแห่ทักษิณาวัตรรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ 3 รอบ แล้วน้ำผ้าสู่วิหารพระทรงม้า เมื่อถึงตอนนี้ผู้ที่ร่วมในขบวนแห่จะส่งผู้แทนเพียงสามหรือสี่คนสมทบกับเจ้าหน้าที่ของวัดนำผ้าพระบฏขึ้นโอบรอบพระบรมธาตุเจดีย์ ไม่สามารถขึ้นไปรอบกำแพงแก้วได้หมดทั้งขบวน เพราะลานภายในกำแพงแก้วคับแคบและเป็นเขตหวงห้าม และเชื่อว่าที่ฐานพระบรมเจดีย์ มีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ หากเดินบนลานกำแพงแก้วเป็นการไม่เคารพพระพุทธองค์ นำผ้าขึ้นห่มองค์พระธาตุเจดีย์ ความสำคัญของการเกิดประเพณี พุทธศาสนิกชนมีจิตใจที่จะบูชาองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตปีหนึ่งจะต้องมาห่มผ้าพระธาตุครั้งหนึ่งไม่ให้ขาด ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงมีความสำคัญดังนี้ แสดงให้เห็นถึงลักษณะสังคมของนครศรีธรรมราช ที่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ทำบุญเพื่ออุทิศเป็นพุทธบูชา เพื่อประสงค์ให้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า แสดงให้เห็นว่าพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจและความศรัทธา พุทธศาสนิกชนทั่วทุกทิศจึงประสงค์ห่มผ้าพระบรมธาตุเจดีย์อย่างพร้อมเพรียงกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://sites.google.com/

ประเพณีชักพระ บางท้องถิ่นเรียกว่า “ประเพณีลากพระ “ประเพณีพื้นเมืองภาคใต้

  • กุมภาพันธ์ 11, 2019

ประเพณีชักพระ บางท้องถิ่นเรียกว่า “ประเพณีลากพระ ” เป็นประเพณีพื้นเมืองของชาวภาคใต้ ได้มีการสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยศรีวิชัย

ประเพณีชักพระ โดยสันนิษฐานว่าได้เกิดมีขึ้นครั้งแรกในประเทศอินเดีย มีพุทธตำนานเล่าขานสืบทอดกันมาว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงผนวชได้ 7 พรรษา และ พรรษาที่ 7 นั้นได้เสด็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครั้นออกพรรษาแล้ว ยามเช้าของแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ได้เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ ในการนี้พุทธบริษัททั้ง 4 ประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และ อุบาสิกา

ประเพณีชักพระ

ซึ่งรอคอยพระพุทธองค์มาเป็นเวลานานถึง 3เดือน ครั้นทราบว่า พระพุทธเจ้าเสด็จกลับ จึงได้รับเสด็จและได้นำภัตตาหารคาวหวานไปถวายด้วย ผู้ไปทีหลังนั่งไกล ไม่สามารถเข้าไปถวายภัตตาหารด้วยตัวเองได้ จึงใช้ใบไม้ห่ออาหารและส่งผ่านชุมชนต่อๆกันไป

ชักพระทางบก คือการอัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นประดิษฐาน บนนบพระ หรือบุษบก แล้วแห่แหน ใช้เชือกแบ่งผูกเป็น 2สาย เป็นสายผู้หญิงและสายผู้ชาย ใช้โพน ฆ้อง ระฆัง เป็นเครื่องตีให้จังหวะในการลากพระ คนลากจะเบียดเสียดกันสนุกสนานและประสานเสียงร้องบทลากพระเพื่อผ่อนแรง วัดส่วนใหญ่ ที่ดำเนินการประเพณีลากพระวิธีนี้ มักตั้งอยู่ในที่ไกลแม่น้ำลำคลอง

ชักพระทางน้ำ เป็นการอัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นประดิษฐาน บนบุษบก ในเรือ แล้วแห่แหนโดยการลากไปทางน้ำ ประเพณีลากพระ ที่มักกระทำด้วยวิธีนี้ เป็นของวัดที่ส่วนใหญ่อยู่ใกล้แม่น้ำลำคลองการลากพระทางน้ำจะสนุกกว่าการลากพระทางบก เพราะสภาพการเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมอื่น ๆ เช่น สะดวกในการลากพระ

ง่ายแก่การรวมกลุ่มกันจัดเรือพาย แหล่งลากพระน้ำที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่ง คือที่อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร อำเภอพุนพินและ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอปากพนังจังหวัดนครศรีธรรมราช รองลงมาอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา อำเภอปากพะยูน

จังหวัดพัทลุง การชักพระทางน้ำของเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แปลกกว่าที่อื่น คือ จะลากกัน 3 วัน ระหว่างแรม 8 ค่ำถึงแรม 10 ค่ำ เดือน 11 มีการปาสาหร่ายโต้ตอบกันระหว่างหนุ่มสาวมีการเล่นเพลงเรือ และที่แปลกพิเศษ คือ มีการทอดผ้าป่าสามัคคีในวันเริ่มงาน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://sites.google.com…

ประเพณีไทย

ประเพณีไทย ประเพณีเเห่นก การละเล่นทางพื้นเมืองทางภาคใต้

  • ธันวาคม 20, 2018

ประเพณีไทย โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา เป็นการละเล่นที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนา

ประเพณีไทย การแห่นกเป็นประเพณีพื้นเมืองของชาวจังหวัดปัตตานี ซึ่งได้กระทำสืบเนื่องต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน จัดเป็นประเพณีอันสูงของชาวมุสลิม ซึ่งไม่เกี่ยวกับศาสนาอิสลามแต่อย่างใด หากเป็นประเพณีนิยมอย่างหนึ่งที่ยึดถือปฎิบัติกัน ปัจจุบันประเพณีแห่นกได้ริเริ่มจัดขึ้นในจังหวัดอื่น ๆ คือ ยะลา และนราธิวาส ซึ่งได้จัดขึ้นตามวาระและโอกาส ทั้งนี้เพื่อความสนุกสนานและรื่นเริง

ประเพณีแห่นกเป็นประเพณีที่แสดงออกเกี่ยวกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในศิลปะ และอาจจัดขึ้นในโอกาสเพื่อเป็นการแสดงคารวะแสดงความจงรักภักดีแก่ผู้ใหญ่ที่ควรเคารพนับถือหรือในโอกาสต้อนรับแขกเมือง บางทีอาจจะจัดขึ้นเพื่อความรื่นเริงในพิธีการเข้าสุหนัด หรือที่เรียกว่า “มาโซะยาวี” หรือจัดขึ้นเพื่อการประกวดเป็นครั้งคราว

จากตำนานบอกเล่ากล่าวถึงความเป็นมาของประเพณีแห่นกไว้ว่า เริ่มที่ยาวอ (ชวา) โดยมีเจ้าผู้ครองนครแห่งยาวอพระองค์หนึ่ง มีพระโอรสและพระธิดาหลายพระองค์ พระธิดาองค์สุดท้องทรงเป็นที่รักใคร่ของพระบิดาเป็นอย่างยิ่งจึงได้รับการเอาอกเอาใจทั้งจากพระบิดาและข้าราชบริพารต่างพยายามแสวงหาสิ่งของและการละเล่น มาบำเรอในจำนวนสิ่งเหล่านี้มีการจัดทำนกและจัดตกแต่งอย่างสวยงาม แล้วจัดให้มีขบวนแห่แหนไปรอบ ๆ ลานพระที่นั่ง ซึ่งเป็นที่พอพระทัยของพระธิดาเป็นอย่างยิ่ง เจ้าผู้ครองนครแห่งยาวอจึงโปรดฯ ให้มีการจัดแห่นกถวายทุก ๆ ๗ วัน แต่ก็มีอีกตำนานหนึ่งที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า ….ชาวประมงได้นำเหตุมหัศจรรย์ที่ได้พบเห็นมาจากท้องทะเลขณะที่ตระเวนจับปลามาพวกเขาได้เห็นพญานกตัวหนึ่งสวยงามอย่างมหัศจรรย์ ผุดขึ้นมาจากท้องทะเลแล้วบินทะยานขึ้นสู่อากาศแล้วหายลับไปสู่ท้องฟ้า พระยาเมืองจึงซักถามถึงรูปร่างลักษณะของนกประหลาดตัวนั้นต่างคนต่างก็รายงานแตกต่างกันออกไป และต่างก็เชื่อว่าเป็นนกสวรรค์เพราะสามารถบันดาลให้แต่ละคนเห็นออกไปแตกต่างกัน พระยาเมืองตื่นเต้นและยินดีมาก ต่อมาลูกชายคนสุดท้องก็รบเร้าจะใคร่จะได้ชมนกที่ว่านี้ พระยาเมืองจึงป่าวประกาศรับสมัครช่างผู้มีฝีมือหลายคนให้ประดิษฐ์รูปนกตามคำบอกเล่าของชาวประมง โดยจะปูนบำเหน็จความดีความชอบให้

ต่อมาก็มีช่างมารับอาสาประดิษฐ์นกตามคำบอกเล่าของชาวประมงจำนวน ๔ คน ก็ได้ประดิษฐ์นกเสร็จโดยใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน แต่นกทั้ง ๔ ตัวนั้นล้วนมีความแตกต่างคือไม่ซ้ำกันเลย ช่างคนที่ ๑ ประดิษฐ์ออกมาเป็นรูปนกกาเฆาะซูรอหรือกากะสุระ คนที่ ๒ ประดิษฐ์ออกมาเป็นรูปนกกรุดาหรือนกครุฑ (มีลักษณะคล้ายกับครุฑ), ช่างคนที่ ๓ ประดิษฐ์ออกมาเป็นรูปนกบือเฆาะมาศหรือนกยูงทอง ส่วนคนสุดท้ายประดิษฐ์ออกมาเป็นรูปบุหรงซีงอหรือนกสิงห์ (มีรูปร่างคล้ายราชสีห์) ซึ่งแต่ละตัวมีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็เป็นที่พอใจของพระยาเมืองเช่นกัน ต่อมาข่าวนี้ก็ลือกระฉ่อนออกไปยังเมืองต่างถิ่นต่างเมือง ต่างก็พากันมาชมความงามของนกทั้ง ๔ ด้วยความตื่นเต้นและสนใจอย่างยิ่ง ต่อจากนั้นพระยาเมืองก็จัดให้มีกระบวนแห่นกทั้ง ๔ ตัว อย่างมโหฬาร ซึ่งประกอบด้วยดนตรีพื้นเมืองบรรเลงและมีสตรีสาวสวยถือพานดอกไม้นานาชนิดและหลากหลายสีเข้าริ้วกระบวน ซึ่งเรียกว่า “บุหราซีเระ” (คล้าย ๆ กับขันหมากเครื่องบายศรี) แล้วแห่ไปรอบ ๆ เมืองเป็นที่ชื่นชมของชาวเมืองเป็นอย่างยิ่ง … จากตำนานที่กล่าวมาถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีแห่นกของจังหวัดปัตตานีและจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้จนถึงปัจจุบันนี้

การประดิษฐ์นก

ในการประดิษฐ์นกเพิื่อใช้ในพิธีแห่นกนิยมใช้ไม้เนื้อเหนียว เช่น ไม้ตะเคียน ไม้กายีร นำมาแกะเป็นหัวนก เนื้อไม้เหล่านี้ไม่แข็งไม่เปราะจนเกินไป สะดวกในการแกะของช่าง ทั้งยังทนทานใช้การได้นานปี สำหรับตัวนกจะใช้ไม้ไผ่ผูกเป็นโครง ติดคานหาม แล้วนำกระดาษมาติดรองพื้นต่อจากนั้นก็ตัดกระดาษสีเป็นขน ประดับส่วนต่าง ๆ

สีที่นิยมได้แก่ สีเขียว สีทอง (เกรียบ) สีนอกนั้นจะนำมาใช้ประดับตกแต่งเพื่อให้สีตัดกันแลดูเด่นขึ้น ประเพณีแห่นกไม่ได้จัดขึ้นเนื่องในความเชื่อถือบูชาเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์พิธีการใด ๆ หากจัดเป็นงานใหญ่โตมีเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองหรืองานมงคลทั่วไปมักมีการนำขบวนแห่นกเข้าพิธีนั้น ๆ เสมอ อย่างเช่นพิธีสุหนัตในศาสนาอิสลาม ท่านพระยาวิชิตภักดี (ตนกูอับดุลกอเดร์) อดีตเจ้าเมืองปัตตานี เมื่อทำพิธีให้แก่ตนกูจิ (น้องชาย) ก็จัดให้ผู้เข้าสุหนัตขี่นกเข้าขบวนแห่อย่างเอิกเกริก เนื่องจากขบวนแห่นกมีองค์ประกอบที่น่าตื่นเต้นเร้าใจผู้ชมด้วยเครื่องประโคมดนตรี ศิลปะการประดิษฐ์ดอกไม้ การจัดพานบายศรี (บุหงาสี่สี) ศิลปะการแกะสลักสร้างสรรค์รูปนกอันมหึมา อาวุธและเครื่องแต่งกายแบบนักโบราณ สาวสวยผู้มีทรงศอสง่างาม เข้าร่วมทูนพานบายศรี ชาวปัตตานี จึงนิยมยึดถือเป็นประเพณีใช้ขบวนแห่นกเป็นเครื่องต้อนรับอาคันตุกะผู้เป็นแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญ และในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคใต้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ชาวปัตตานีต่างก็พร้อมใจกันจัดขบวนแห่นกเป็นการถวายความจงรักภักดีอย่างสมพระเกียรติทุกครั้ง มีเรื่องเล่าว่าในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๕) เสด็จพระราชดำเนินประพาสเมืองปัตตานีโดยทางชลมารคเรือกลไฟติดสันดอนไม่อาจแล่นเข้าสู่แม่น้ำเพื่อไปยังตัวเมืองได้ เจ้าเมืองปัตตานี (พระยาวิชิตภักดีฯ) และเจ้าเมืองยะหริ่ง (พระยาพิพิธเสนามาตย์ฯ) ได้แต่งเรือออกไปรับเสด็จ เรือเจ้าเมืองปัตตานีได้ใช้หัวนกฆาฆะสุรอ (กากสุรหรือกากนาสูร) ติดโขนเรือนำขบวนเรือน้อยใหญ่ออกไปถวายการต้อนรับ อัญเชิญเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่เมืองปัตตานี ทั้งนี้เพื่อเป็นการทดแทนการต้อนรับด้วยขบวนแห่นก

การจัดขบวนแห่นก

การจัดขบวนแห่นกต้องอาศัยกำลังคนและอุปกรณ์มากมาย ผู้มีฐานะมีบริวารเท่านั้นจึงจะจัดขบวนแห่ได้โดยสมบูรณ์ โดยจะมีองค์ประกอบของขบวนแห่ดังนี้

๑. เครื่องประโคมสำหรับประโคมดนตรีนำหน้าขบวนนก ประกอบด้วยคนเป่าปี่ชวา ๑ คน กลองแขก ๑ คู่ ใช้คนตีสองคน ฆ้องใหญ่ ๑ ใบ ใช้คนหามและคนตีฆ้องรวมสองคน ดนตรีจะบรรเลงนำหน้าขบวนนกไปจนถึงจุดหมายและบรรเลงในเวลาเเสดงสีละ รำกริช

๒. ขบวนบุหงาสี่รี (บายศรี) จัดเป็นขบวนที่สวยงามระรื่นตาผู้ชมขบวนหนึ่ง ผู้ทูนพานบายศรีต้องเป็นสตรีที่ได้รับการคัดเลือก เเต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีสันตามประเพณีท้องถิ่น

๓. ผู้ดูแลนก “ทวิรักขบาท” ใช้คน ๒ คน แต่งกายแบบนักรบมือถือกริชเดินนำหน้านกซึ่งคัดเลือกจากผู้ชำนาญการร่ายรำสีละ รำกริช รำหอก อันเป็นศิลปการต่อสู้อย่างหนึ่งของชาวปัตตานีเมื่อขบวนแห่ไปถึงจุดหมาย

๔. ขบวนนก นกประดิษฐ์แต่ละตัวมีรูปร่างแปลกประหลาดมหัศจรรย์ วิจิตรตระการตา โน้มน้าวให้ระลึกถึงพญาครุฑในวรรณคดี นกหัสดีลึงค์ในนิยายปรัมปรา กำลังเลื่อนลอยลงมายืนอยู่บนคาน จำนวนคนหามมากน้อยแล้วแต่ขนาดน้ำหนักของนก แต่ละคนแต่งเครื่องแบบพลทหารถือหอกเป็นอาวุธ

๕. ขบวนพลกริช ขบวนพลหอก ผู้คนในขบวนแต่งกายอย่างนักรบสมัยโบราณถือหอก ถือกริช เดินตามหลังขบวน จำนวนทหารกริช ทหารหอกมีมากน้อยเพียงใดก็จัดให้ขบวนแห่นกดูแลน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น

นกที่นิยมนำมาร่วมขบวนแห่จะเป็นนกที่มีลักษณะพิเศษ ๆ ๔ ตัว คือ

๑. นกกาเฆาะซูรอหรือนกกากะสุระ นกสวรรค์ที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม บินสูง ศิลปินจะประดิษฐ์นกให้มีเอกลักษณ์พิเศษ เช่น มีหงอนสูงแตกเป็นสีแฉกก ลวดลายกนกสวยงาม ตานกแกะสลักจากไม้ทั้งท่อน ประดับด้วยลูกแก้วสีกลอกไปมาได้ มีงายื่นออกมาจากปากนกเป็นนกกาเฆาะซูรอ นกชนิดนี้ตามการสันนิษฐานน่าจะเป็น “นกการเวก” เป็นนกสวรรค์ที่สวยงามและบินสูงเทียมเมฆ การประดิษฐ์มักจะตกแต่งให้มีหงอนสูงแตกออกเป็นสี่แฉก นกชนิดนี้ชาวพื้นเมืองเรียกว่า “นกทูนพลู” เพราะบนหัวมีลักษณะคล้ายบายศรีพลูที่ประดับในถาดเวลาเข้าขบวนแห่ ทำเป็นกนกลวดลายสวยงามมาก มักนำไม้ทั้งท่อนมาแกะสลักตานก แล้วประดับด้วยลูกแก้วสี ทำให้กลอกกลิ่งได้ มีงายื่นออกมาจากปากคล้ายงาช้างเล็ก ๆ พอสมกับขนาดของนก

๒. นกกกรุดา หรือครุฑ แต่ความเชื่อของชาวปักษ์ใต้กล่าวเอาไว้ว่านกกรุดา หรือครุฑมีอาถรรพ์ ผู้ที่ประดิษฐ์มักจะเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย จึงไม่ค่อยนิยมทำนกชนิดนี้ขึ้นมาร่วมขบวนแห่

๓. นกบือเฆาะมาศ หรือนกยูงทอง ลักษณะสวยงามคล้ายกับนกเฆาะซูรอ ตกแต่งอย่างประณีตสวยงาม และใช้เวลานาน เนื่องจากชาวปักษ์ใต้ยกย่องนกยูงทองและไม่บริโภคเนื้อนกชนิดนี้

๔. นกบุหรงซีงอ หรือนกสิงห์ รูปร่างหน้าตาคล้ายราชสีห์ตามคติความเชื่อที่ว่านกชนิดนี้มีตัวเป็นนก หัวเป็นราชสีห์ มีเขี้ยวน่าเกรงขาม ตามคตินกนี้มีหัวเป็นนกแต่ตัวเป็นราชสีห์ ตามนิทานเล่ากันว่ามีฤทธิ์มาก ทั้งเหาะเหินเดินอากาศ และดำน้ำได้ ปากมีเขี้ยวงาน่าเกรงขาม

ประเพณีแห่นกของชาวปัตตานี เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงจิตใจชาวเมืองที่มีต่อแขกบ้านแขกเมืองเป็นอย่างดีประเพณีแห่นกยัังช่วยส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปดนตรีท้องถิ่นศิลปการช่างแกะสลัก ศิลปการประดิษฐ์ดอกไม้ ศิลปการจัดพานบายศรี (บุหงาซี่เระ) และศิลปการร่ายรำสีละ รำกริช ไว้ให้ดำรงอยู่คู่เมืองปัตตานีสืบไป

ประเพณีไทย

นกอัลโบรักหรือนกบอเราะฮ์ เป็นนกที่พระอัลเลอาะฮ์ประทานให้แก่รอซูลเพื่อใช้เป็นพาหนะในการเดินทางมาเฝ้าพระองค์ ณ สวรรค์ชั้นที่ ๗ นกอัลโบรักมีหน้าตาคล้ายเทพธิดา ศรีษะคลุมผ้าแพรแบบชาวอาหรับ มีปีก ขน และหางคล้ายกับนูกยูง ส่วนตัวเป็นม้ามี ๔ เท้า แต่นกอัลโบรักหรือนกบอเราะฮ์ นี้จะไม่ปรากฏหรือเป็นที่นิยมแห่ในบรรดานกที่ใช้แห่ในประเพณีแห่นกของปัตตานี ซึ่งอาจจะมาจากอิทธิพลทางวรรณกรรมอินเดียโดยเฉพาะเรื่องราวของมหากาพย์รามายณะ (รามเกียรติ์) ได้มามีอิทธิพลและซึมซาบอยู่ในจิตใจของผู้คนในภูมิภาคนี้มาอย่างช้านาน จึงนิยมใช้นกฆาฆะซูรอ (บุหรงฆาเฆาะซูรอ หรือนกกากะสุระ) มากกว่า

ประเพณีไทย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://ประเพณี.net…