โยนบัว

ประเพณี โยนบัว

  • มีนาคม 12, 2019

โยนบัว หรือ รับบัว เป็นประเพณีของชาวบางพลีที่เริ่มต้นจาก “น้ำใจไมตรี” ที่หยิบยื่นให้กับชาวพระประแดงและชาวอำเภอเมืองสมุทรปราการผ่านการเก็บดอกบัวให้กัน ปีแล้วปีเล่าจนกลายเป็นประเพณีสำคัญของชาวบางพลีมาจนถึงทุกวันนี้

ตามความเชื่อของชาวพุทธ เชื่อกันว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ที่เข้าไปมีบทบาทสำคัญอยู่หลายๆ ครั้งในพุทธประวัติ และยังเป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความเป็นมงคล ประกอบกับสมัยก่อนในเขตอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการนั้น มีดอกบัวขึ้นอยู่ตามลำคลองเป็นจำนวนมาก ชาวบางพลีจึงริเริ่มให้มีประเพณีโยนบัวหรือรับบัวขึ้นหนึ่งวันก่อนวันออกพรรษา

 

ชาวบางพลีต่างร่วมแรงร่วมใจช่วยกันตกแต่งเรือสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญของชาวบางพลี หลวงพ่อโต ล่องไปตามลำคลอง เพื่อรับดอกบัวที่ผู้คนต่างมายืนรอและพยายามโยนบัวจากสองฝั่งคลองมาให้ถึงเรือที่ประดิษฐานหลวงพ่อโตด้วยจิตศรัทธา ระหว่างที่ล่องไปก็จะมีเรือขบวนร้องรำทำเพลง สร้างบรรยากาศสนุกสนานไปตลอดเส้นทางที่ขบวนเรือผ่าน

ที่มาของประเพณีโยนบัวหรือรับบัวนั้นมาจากสมัยก่อนย่านบางพลีจะมีดอกบัวขึ้นอยู่ตามลำคลอง ใครที่ต้องการดอกบัวไปบูชาก็จะแวะมาหาดอกบัวในที่แห่งนี้ ครั้งหนึ่งชาวอำเภอพระประแดงและชาวอำเภอเมืองสมุทรปราการต้องการดอกบัวไปบูชาพระคาถาพันและบูชาพระเนื่องในเทศกาลออกพรรษา และที่ๆ มีดอกบัวให้เก็บจำนวนมากก็คือตามลำคลองบางพลีนั่นเอง คนจากสองอำเภอนี้จึงชักชวนกันพายเรือมาตามลำคลองเพื่อเก็บดอกบัว ในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ

 

ชาวบางพลีซึ่งเป็นเจ้าบ้านพอทราบข่าวว่าคนจากสองอำเภอนี้มาเก็บดอกบัวเพื่อไปใช้บูชาพระ เห็นถึงความศรัทธาจึงนัดแนะคนบางพลีออกมาร่วมเก็บดอกบัว พร้อมกับเตรียมข้าวปลาอาหารไว้เลี้ยงรับรองชาวพระประแดงและชาวสมุทรปราการด้วย เมื่อเรือของชาวพระประแดงและชาวสมุทรปราการผ่านมาถึงหมู่บ้านบางพลีใหญ่ ชาวบางพลีก็เรียกให้แวะรับดอกบัวตามบ้านจากสองฝั่งคลอง

ว่ากันว่าการส่งมอบดอกบัวให้กันของชาวบางพลี ชาวพระประแดงและชาวอำเภอเมืองสมุทรปราการนั้นเป็นภาพที่งดงาม สุภาพ ส่งและรับด้วยมือและพนมมือตั้งจิตอธิษฐานอนุโมทนาผลบุญร่วมกัน หลังจากนั้นเป็นต้นมาชาวพระประแดง ชาวสมุทรปราการและชาวบางพลีกยังคงปฏิบัติเช่นนี้ติดต่อกันมาทุกปีๆ จนกลายเป็นมีการนัดหมายระหว่างกันที่ทุกปีก่อนวันออกพรรษาจะต้องมานัดรับดอกบัวกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://xn--k3cpjt9d6a4e.net

ไหลเรือไฟ

ประเพณี ไหลเรือไฟ

  • มีนาคม 11, 2019

ไหลเรือไฟ กับความเชื่อของภาคอีสาน

ประวัติความเป็นมาของประเพณีไหลเรือไฟ
ประเพณีไหลเรือไฟ เป็นประเพณีที่จัดขึ้นทั่วไปในหลายจังหวัดทางภาคอีสานที่อยู่ติดกับลำน้ำ
โดยมีความเชื่อ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ที่สืบกันมาหลายชั่วอายุคน
แต่การเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อใดนั้น ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดแจ้ง
แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีมาก่อนที่พระพุทธศาสนา จะเผยแพร่มาสู่ประเทศไทย
เนื่องจากสมัยก่อนพระมหากษัตริย์ไทยยังยืดถือพิธีพราหมณ์อยู่

ความเชื่อในประเพณีไหลเรือไฟ

สำหรับจังหวัดต่างๆ ที่มีการจัดประเพณีไหลเรือไฟ เช่น จังหวัดศรีษะเกษ จังหวัดเลย จังหวัดนครพนม
จังหวัดหนองคาย จังหวัดอุบลราชธานี และอื่นๆ มักจะมีพิธีกรรมที่คล้ายคลึงกัน
ส่วนมูลเหตุของความเชื่อนั้นมีด้วยกันหลายประการ เช่น เชื่อว่าเป็นการบูชาประทีปตามประเพณี
จะก่อให้เกิดอานิสงส์แก่ผู้กระทำคือ การได้ถวายพุทธบูชาด้วยประทีปโคมไฟ จะทำให้เป็นผู้มีตาทิพย์
รู้แจ้งและเกิดปัญญา สำเร็จเป็นพระอรหันต์

เชื่อว่าเป็นการบูชาพญานาค ซึ่งเป็นผู้ดูแลรักษาแม่น้ำ
และช่วยคุ้มครองคนที่สัญจรทางน้ำให้มีความปลอดภัย

เชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท จากตำนานได้กล่าวมาว่า
เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จไปโปรดเหล่าพญานาคที่ภพนาค ก่อนเสด็จกลับ เหล่าพญานาค
ได้ขอให้พระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระบาทไว้สักการะ ณ ริมฝั่งแม่น้ำ

เชื่อว่าเป็นการบูชาพระแม่โพสพ บูชาพระแม่คงคาที่ประทานความอุดมสมบูรณ์ ให้แก่เหล่ามนุษย์

เชื่อว่าเป็นการบูชา วันพระเจ้าเปิดโลก ซึ่งได้ถูกกล่าวไว้ในธรรมบทว่า วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเสด็จกลับไปชั้นดาวดึงส์ หลังจากสิ้นสุดการโปรดพุทธมารดา
มีความเชื่อกันว่าวันนั้น สวรรค์ภูมิ มนุษย์ภูมิ นรกภูมิ จะเปิดให้เห็นกันทั่ว จึงได้เกิดประเพณีไหลเรือไฟ
เป็นพุทธบูชาก่อน 1 วัน ซึ่งตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

เชื่อว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ ประเพณีไหลเรือไฟยังมีความเชื่อสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
ว่าเป็นการทำให้เคราะห์กรรมต่างๆ ลอยไหลไปกับสายน้ำ เหลือแต่สิ่งดีๆ ในชีวิตการทำเรือ
สำหรับประกอบพิธีไหลเรือไฟ

เรือไฟที่ใช้ในการประกอบพิธีนั้น มักประดิษฐ์มาจากต้นกล้วย หรือไม้ไผ่ต่อกันเป็นแพเรือยาว
โดยสานไม่ไผ่เป็นโครงก่อน ส่วนรูปร่างนั้นทางช่างผู้ชำนาญจะเป็นผู้ออกแบบ ด้านนอกของเรือ
จะมีดอกไม้ ธูปเทียน ตะเกียง และใต้สำหรับจุดให้เกิดความสว่างไสวเพื่อเป็นพุทธบูชา
ส่วนภายในเรือจะบรรจุไปด้วยขนม ข้าวต้มมัด กล้วย อ้อย หมาก พลู บุหรี่ และเครื่องไทยทานต่างๆ

สำหรับพิธีกรรมไหลเรือไฟที่ถือปฏิบัติกันมานั้น ประกอบไปด้วย การไปทำบุญตักบาตรในตอนเช้า
มีการถวายภัตตาหารเพลและเลี้ยงข้าวปลาอาหารแก่ญาติโยม พอถึงช่วงบ่ายก็จะมีการละเล่นต่างๆ
เพื่อความสนุกสนาน เช่น การรำวงฉลองเรือไฟ

จากนั้นตอนพลบค่ำก็จะนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีสวดมนต์ และประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
เมื่อถึงเวลาประมาณ 19-20 น. จะพิธีจุดไฟในลำเรือและปล่อยให้ล่องลอยไปตามแม่น้ำโขง
เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.watpamahachai.net

สารทเดือนสิบ

ประเพณี สารทเดือนสิบ

  • มีนาคม 10, 2019

สารทเดือนสิบ ประเพณีสารทไทยหรือประเพณีทำบุญเดือนสิบทางภาคใต้โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีงานหนึ่งของชาวนครศรีธรรมราช เนื่องจากเป็นเทศกาลที่ชาวนครศรีธรรมราช จะเดินเข้าวัดทำบุญเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ในวันแรม ๑๓ – ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ

และที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวนครฯ ก็คือ ในการทำบุญจะต้องมีขนมสำคัญ ๕ อย่างรวมอยู่ด้วย ซึ่งขนมสำคัญ ๕ อย่างที่ว่านั้นยังแฝงนัยยะสำคัญอะไรบ้างอย่างไว้ด้วย

– ขนมลา เชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของเสื้อผ้าที่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วใช้นุ่งห่ม

– ขนมกงหรือขนมไข่ปลา เปรียบได้กับเครื่องประดับที่บรรพบุรุษนำไปประดับตกแต่งร่างกาย

– ขนมพอง ชาวนครศรีธรรมราชเชื่อว่าเสมือนแพพาหนะให้บรรพบุรุษใช้ข้ามวัฏสงสารการเวียนว่ายตายเกิด

– ขนมบ้า เปรียบเทียบได้กับเมล็ดสะบ้า ที่บรรพบุรุษเอาไว้เล่นสะบ้าในเทศกาลตรุษสงกรานต์

– ขนมดีซำ หมายถึงเงินทองที่บรรพบุรุษสามารถนำไปใช้ในโลกหน้าได้

เดิมทีประเพณีสารทเดือนสิบนี้เป็นของพราหมณ์มาก่อน เมื่ออิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ได้เข้ามาในหมู่คนไทยทางภาคใต้ที่นับถือศาสนาพุทธ ด้วยเห็นว่าความเชื่อนี้ของพรหมณ์เป็นสิ่งที่แสดงถึงความกตัญญูที่ลูกหลานสมควรมีให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และยังเป็นโอกาสที่ญาติพี่น้องที่แยกย้ายกันไปสร้างครอบครัวในที่ห่างไกลจะได้กลับมาพบหน้ากัน กระชับสายสัมพันธ์ในครอบครัวให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ชาวนครศรีธรรมราชยังมีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือนสิบเป็นวันที่ประตูนรกเปิดออก เปรตที่ต้องถูกจองจำให้ชดใช้เวรกรรมในนรก จะได้รับอิสรภาพเป็นการชั่วคราวให้ขึ้นมายังโลกมนุษย์เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลาน ด้วยเหตุนี้ ลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะพากันนำอาหารไปทำบุญอุทิศผลบุญกุศลจากการทำบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับของตนเอง ชาวนครศรีธรรมราชจึงมีประเพณีที่ชื่อว่า ชิงเปรต เกิดขึ้นนั่นเอง

ประเพณีสารทเดือนสิบของจังหวัดนครศรีธรรมราช จะเริ่มต้นขึ้นในวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือนสิบ วันนี้จะเรียกกันว่าเป็น วันจ่าย มีการจับจ่ายซื้อขายอาหารแห้ง พืชผัก ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน และขนมที่เป็นตัวแทนของงานสารทเดือนสิบ จัดเตรียมไว้สำหรับพิธีการวันรุ่งขึ้น โดยจะจัดสิ่งของ อาหารคาวหวานและขนมสำคัญ ๕ อย่างใส่ภาชนะที่เตรียมไว้โดยวางเรียงเป็นชั้นๆ ขึ้นมา ชาวนครฯ จะเรียกกันว่าการจัดหมุรับ โดยจะเรียงข้าวสารอาหารแห้งไว้ชั้นล่างสุด ต่อจากนั้นก็จะเป็นชั้นของพืชผักที่เก็บไว้ได้นานๆ ถัดขึ้นมาจะเป็นชั้นของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่วนชั้นบนสุดจะจัดเรียงขนมสำคัญ ๕ อย่าง

วันแรม ๑๔ ค่ำ เดือนสิบ ชาวนครจะนำหมุรับที่จัดไว้ ไปทำบุญที่วัดพร้อมกับถวายภัตตาหารไปด้วย และวันสุดท้ายของประเพณีสารทเดือนสิบ วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ จะเป็นวันฉลอง ที่วัดจะมีการทำบุญเลี้ยงพระ และบังสุกุล เพื่อส่งบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วกลับไปยังนรก ตามประเพณีปฏิบัติแล้ว บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วจะได้รับผลบุญนี้ก็ต่อเมื่อมีลูกหลานจัดฉลองหมุรับ และการบังสุกุลให้เท่านั้น

ในวันเดียวกันนี้เอง หลังจากฉลองหมุรับและถวายภัตตาหารพระภิกษุแล้ว ชาวนครฯ จะทำทานต่อด้วยการนำขนมบางส่วนไปวางไว้ตามโคนไม้ใหญ่ หรือกำแพงวัดบ้าง หรือวางไว้บนศาลาหรือทำเป็นศาลาสูงมีเสาเพียงต้นเดียว ในศาลาจะใส่ขนม ผลไม้ และเงิน เมื่อถึงเวลา ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะวิ่งกรูกันเข้าไปที่ศาลาไม้นี้หรือแย่งกันปีนเสาที่ชโลมน้ำมันเอาไว้ การปีนจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่กลายเป็นภาพความสนุกสนาน ความตื่นเต้นของผู้ยืนลุ้นเอาใจช่วยอยู่ด้านล่าง

จะเห็นได้ว่าประเพณีสารทเดือนสิบของชาวนครศรีธรรมราชนั้น ไม่เพียงสอนให้คนรู้จักการเข้าวัดเข้าวาเท่านั้น ยังสอนให้คนเป็นคนกตัญญูต่อบรรพบุรุษทั้งที่ล่วงลับไปแล้วและที่ยังมีลมหายใจอยู่ สอนให้รู้จักการบริจาคทาน เปิดโอกาสให้สถาบันครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมได้สานความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้เข้มแข็งขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://xn--k3cpjt9d6a4e.net

ขึ้นสู่ท้องฟ้า

ประเพณี ลอยโคม ขึ้นสู่ท้องฟ้า

  • มีนาคม 9, 2019

    ขึ้นสู่ท้องฟ้า   ประเพณีหนึ่งที่ชาวล้านนาถือปฏิบัติคู่ไปกับประเพณียี่เป็งก็คือการลอยโคม การลอยโคมของชาวล้านนาเป็นการปล่อยโคมขึนไปสู่ท้องฟ้า แทนการลอยกระทงในลำน้ำอย่างประเพณีของคนภาคกลาง ชาวล้านนาเชื่อว่าการจุดโคมลอย แล้วปล่อยขึ้นฟ้า เป็นการบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณี บนสวรรค์ และยังเป็นการปล่อยทุกข์ปล่อยโศก และเรื่องร้าย ให้ออกไปจากตัว

ชาวล้านนาเชื่อกันว่า ในวันประเพณียี่เป็ง ชาวล้านนาที่เกิดปีจอต้องนมัสการพระธาตุแก้วจุฬามณีซึ่งเป็นสถานที่บรรจุมวยผมของเจ้าชายสิทธัตถะที่ปลงออกก่อนจะบวช แต่เนื่องจากเจดีย์นี้เชื่อกันว่าอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ชาวล้านนาที่เกิดปีจอจึงต้องอาศัยโคมลอยปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้าแทนเครื่องบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี

ตัวโคมทำจากกระดาษสาสีสันสวยงาม ติดบนโครงไม้ไผ่ ตรงกลางโคมจะมีตะเกียงติดชนวนสำหรับจุดไฟ เมื่อจุดไฟที่ตะเกียง ความร้อนจะดันพาโคมลอยให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

ชนิดของโคมลอยยังสามารถแยกได้เป็น ๒ แบบตามการใช้งานอีกด้วย

๑ โคมที่ใช้ปล่อยในตอนกลางวัน จะเป็นโคมที่อาศัยควันไฟเข้าไปรวมตัวอยู่ในโคมจนเต็ม ช่วยพยุงให้โคมลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า

๒. โคมที่ใช้ปล่อยในตอนกลางคืน โคมชนิดนี้อาศัยความร้อนจากไฟที่ลุกไหม้ไส้โคมที่อยู่ที่ฐานโคม เป็นตัวเร่งให้โคมลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า ปัจจุบันเป็นโคมที่นิยมปล่อยกันมากที่สุด เนื่องจากโคมลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าในตอนกลางคืน แสงไฟจากโคมยังสามารถมองเห็นได้ชัดเจน

แต่เดิมประเพณีลอยโคมนี้คนไทยได้รับอิทธิพลมาจากพิธีทางพราหมณ์ที่จะทำการลอยโคมเพื่บูชาเทพเจ้า เมื่อชาวไทยรับเอาอิทธิพลของพราหมณ์เข้ามา จึงนำพิธีลอยโคมมาใช้สำหรับบูชาพระบรมสารีริกธาตุ บูชาพระพุทธบาท ณ ริมหาดแม่น้ำนัมฆทานที ในประเทศอินเดียในคืนวันลอยกระทง หรือประเพณียี่เป็งของชาวล้านนา ซึ่งในคืนยี่เป็งของจังหวัดทางภาคเหนือ ท้องฟ้าจงสว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมลอยที่ชาวล้านนาจุดขึ้นและปล่อยลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจสำหรับผู้ที่พบเห็นโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยและช่างต่างชาติ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://xn--k3cpjt9d6a4e.net

แห่ผ้าขึ้นธาตุ

ประเพณี แห่ผ้าขึ้นธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช

  • มีนาคม 8, 2019

แห่ผ้าขึ้นธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ความเป็นมา

ในสมัยที่พระเจ้าศรีธรรมโศกราชเป็นกษัตริย์ครองตามพรลิงค์(นครศรีธรรมราช) อยู่นั้น ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์ครั้งใหญ่และแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๑๗๗๓ ขณะที่เตรียมสมโภชพระบรมธาตุอยู่นั้น ชาวปากพนังมากราบทูลว่า คลื่นได้ซัดเอาผ้าแถบยาวผืนหนึ่งซึ่งมีภาพเขียนเรื่องพุทธประวัติมาขึ้นที่ชายหาดปากพนัง ชาวปากพนังเก็บผ้านั้นถวายพระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระองค์รับสั่งให้ซักผ้านั้นจนสะอาดเห็นภาพวาดพุทธประวัติ เรียกว่า ?ผ้าพระบฏ? จึงรับสั่งให้ประกาศหาเจ้าของ ได้ความว่าชาวพุทธจากหงสากลุ่มหนึ่ง จะนำผ้าพระบฏไปบูชาพระพุทธบาทที่ลังกา แต่ถูกพายุพัดพามาขึ้นชายฝั่งปากพนัง เหลือผู้รอดชีวิตสิบคนพระเจ้าศรีธรรมโศกราชทรงมีความเห็นว่าควรนำผ้าพระบฏไปห่มพระบรมธาตุเจดีย์ เนื่องในโอกาสสมโภชพระบรมธาตุ แม้จะไม่ใช่พระพุทธบาทตามที่ตั้งใจ แต่ก็เป็นพระบรมสารีริกธาตุซึ่งเจ้าของผ้าพระบฏก็ยินดี การแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงมีขึ้นตั้งแต่ปีนั้นและดำเนินการสืบต่อมา จนกลายเป็นประเพณีสำคัญของชาวนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน

ระยะเวลาดำเนินการ

แต่เดิมการแห่ผ้าขึ้นธาตุนิยมจัดปีละสองครั้ง ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสาม (วันมาฆบูชา) และวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก (วันวิสาขบูชา) โดยนำผ้าไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ปัจจุบันนิยมทำกันในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสาม (วันมาฆบูชา) มากกว่า

สาระสำคัญ

๑. แสดงให้เห็นลักษณะสังคมของนครศรีธรรมราช ที่ยึดมั่นอยู่ในพระพุทธศาสนาการทำบุญเพื่ออุทิศเป็นพุทธบูชาเพื่อประสงค์ให้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า
๒. แสดงให้เห็นว่าองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจ ศูนย์รวมความศรัทธา พุทธศาสนิกชนทั่วไปทุกทิศจึงประสงค์มาห่มผ้าพระธาตุอย่างพร้อมเพรียงกัน

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ แห่ผ้าขึ้นธาตุ หมายถึง การแห่ผ้าผืนยาว ไปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการนำขึ้นห่มโอบล้อมรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นประเพณีที่ชาวนครศรีธรรมราชและพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในจังหวัดใกล้เคียง ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน

ความเชื่อ นครศรีธรรมราชรับพระพุทธศาสนามาจากอินเดียและลังกา จึงรับความเชื่อของชาวอินเดียและลังกาเข้ามาด้วย ชาวพุทธในอินเดียเชื่อว่าการทำบุญและการกราบไหว้บูชาที่ให้ได้กุศลจริง จะต้องปฏิบัติต่อพระพักตร์และให้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าให้มากที่สุดแม้พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วแต่ก็ยังมีสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์อยู่ ได้แก่ พระบรมธาตุเจดีย์ พระพุทธรูป เป็นต้น การกราบไหว้บูชาสิ่งเหล่านี้เท่ากับเป็นกราบไหว้บูชาพระพุทธเจ้าโดยตรงเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันมาว่า การนำผ้าไปบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ ถือเป็นการบูชาที่ใกล้ชิดกับพระพุทธองค์ ชาวพุทธในนครศรีธรรมราชจากทุกที่จึงมุ่งหมายมาสักการะเมื่อถึงวันดังกล่าว

พิธีกรรม

การเตรียมผ้าพระบฏ ผ้าที่นำขึ้นแห่องค์พระธาตุเจดีย์ มักจะนิยมใช้สีขาว เหลือง และแดง พุทธศานิกชนคนใดต้องการห่มผ้าพระธาตุ จะตระเตรียมผ้าขนาดความยาว ตามความศรัทธาของตน เมื่อไปถึงวัดจะนำผ้ามาผูกต่อกันเป็นขนาดยาวที่สามารถห่มพระบรมธาตุรอบองค์ได้ หากใครต้องการทำบุญร่วมด้วยก็จะบริจาคเงินสมทบในขบวนผ้าพระบฏนี้ก็ได้ บางคนประดิษฐ์ตกแต่งชายขอบผ้าประดับด้วยริบบิ้น พู่ห้อยแพรพรรณ ลวดลายดอกไม้สวยงามแต่ผ้าห่มพระบรมธาตุเจดีย์ผืนพิเศษ จะเขียนภาพพุทธประวัติทั้งผืนยาว โดยช่างผู้ชำนาญเขียนภาพแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ความมานะพยายามในการทำผ้าพระบฏขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาองค์พระบรมธาตุเจดีย์ แต่ในปัจจุบัน ผ้าพระบฏซึ่งมีสีขาว สีแดง สีเหลือง ส่วนใหญ่เป็นผ้ายาวเรียบ ๆ ธรรมดา ผ้าพระบฏสีขาว เหลือง แดง

การจัดขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุ เมื่อถึงวันแห่ผ้าขึ้นธาตุ มีการจัดอาหารคาวหวาน เครื่องอุปโภคและบริโภคไปถวายพระสงฆ์ในวัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร โดยการหาบคอนกันไปเป็นขบวนแห่ที่สวยงามพร้อมนำผ้าพระบฏไปวัดด้วย ผ้าพระบฏเขียนภาพพุทธประวัติ

สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังนครศรีธรรมราช ได้มีการจัดแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันมาฆบูชาและจัดให้มีการเวียนเทียนรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ชาวบ้านได้นำผ้าที่เตรียมมาแห่งห่มพระบรมธาตุเจดีย์ด้วย

ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบปฏิบัติไปจากเดิมบ้าง โดยได้ยกเลิกการนำภัตตาหาร เครื่องอุปโภคและบริโภคที่นำไปทำบุญถวายพระ การประดับตกแต่งผ้าพระบฏก็ลดหรือตัดไปยังมีก็เฉพาะแต่ผ้าพระบฏของบางหน่วยงาน เช่น สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช และวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช เป็นต้น

เดิมการแห่ผ้าขึ้นธาตุจะนัดหมายโดยพร้อมเพรียงกันเป็นขบวนใหญ่ แต่ในปัจจุบันการเดินทางสะดวกขึ้น ผู้คนที่ศรัทธาก็มาจากหลายทิศทาง ต่างคนต่างคณะ ต่างจึงเตรียมผ้ามาห่มพระธาตุ ใครจะตั้งขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุในเวลาใดก็สุดแต่ความสะดวก ขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงมีตลอดทั้งวันโดยไม่ขาดสาย เดิมขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุทุกขบวน นิยมใช้ดนตรีพื้นบ้านนำหน้าขบวน ได้แก่ ดนตรีหนังตะลุง ดนตรีโนรา แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นกลองยาวบรรเลงจังหวะที่ครึกครื้น เพื่อช่วยให้เกิดความเพลิดเพลิน ขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุจะเดินเป็นแถวเรียงเป็นริ้วยาวไปตามความยาวของผืนผ้า ทุกคนชู (เทิน) ผ้าพระบฏไว้เหนือศีรษะ ทั้งนี้เพราะเชื่อกันว่าผ้าพระบฏเป็นเครื่องสักการะพระพุทธเจ้าจึงควรถือไว้ในระดับสูงกว่าศีรษะ การถวายผ้าพระบฏ เมื่อแห่ถึงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารแล้วจะทำพิธีถวายผ้าพระบฏ โดยมีหัวหน้าคณะกล่าวนำด้วยภาษาบาลีแล้วตามด้วยคำแปลซึ่งมีใจความว่า “ข้าแต่พระผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าห่มพระธาตุนี้แก่พระพุทธเจ้า เพื่อเป็นพุทธบูชา ข้าพเจ้าทั้งหลายขอกราบไหว้ซึ่งเจดีย์ทั้งหลายในสถานที่นี้ ขออานิสงส์แห่งบุญกุศล ของข้าพเจ้าทั้งหลายจงมีแก่ข้าพเจ้าและญาติมิตรทั้งหลายเพื่อความสุขความเจริญตลอดกาลนานเทอญ” การนำผ้าขึ้นห่มองค์พระธาตุเจดีย์ หลังจากกล่าวคำถวายผ้าพระบฏเรียบร้อยแล้ว จะแห่ทักษิณาวัตรรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ 3 รอบ แล้วน้ำผ้าสู่วิหารพระทรงม้า เมื่อถึงตอนนี้ผู้ที่ร่วมในขบวนแห่จะส่งผู้แทนเพียงสามหรือสี่คนสมทบกับเจ้าหน้าที่ของวัดนำผ้าพระบฏขึ้นโอบรอบพระบรมธาตุเจดีย์ ไม่สามารถขึ้นไปรอบกำแพงแก้วได้หมดทั้งขบวน เพราะลานภายในกำแพงแก้วคับแคบและเป็นเขตหวงห้าม และเชื่อว่าที่ฐานพระบรมเจดีย์ มีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ หากเดินบนลานกำแพงแก้วเป็นการไม่เคารพพระพุทธองค์ นำผ้าขึ้นห่มองค์พระธาตุเจดีย์ ความสำคัญของการเกิดประเพณี พุทธศาสนิกชนมีจิตใจที่จะบูชาองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตปีหนึ่งจะต้องมาห่มผ้าพระธาตุครั้งหนึ่งไม่ให้ขาด ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงมีความสำคัญดังนี้ แสดงให้เห็นถึงลักษณะสังคมของนครศรีธรรมราช ที่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ทำบุญเพื่ออุทิศเป็นพุทธบูชา เพื่อประสงค์ให้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า แสดงให้เห็นว่าพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจและความศรัทธา พุทธศาสนิกชนทั่วทุกทิศจึงประสงค์ห่มผ้าพระบรมธาตุเจดีย์อย่างพร้อมเพรียงกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://sites.google.com/

การทำขวัญข้าว

ประเพณี การทำขวัญข้าว

  • มีนาคม 7, 2019

การทำขวัญข้าว  เป็นประเพณีที่เชื่อกันว่ามีเทพเจ้าเป็นเจ้าของมีอำนาจในการดลบันดาลให้ผู้ปลูกได้ผลผลิตมากหรือน้อย คือ
” เจ้าแม่โพสพ ”

ตามความเชื่อว่าแม่โพสพมีพระคุณจึงต้องทำขวัญเป็นการกล่าวขอขมาต่อต้นข้าวทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับข้าว ทั้งการเกิดเองตามธรรมชาติ และจากการที่มนุษย์จะกระทำอะไรก็ตามกับต้นข้าว เช่น เกี่ยวข้าว อีกทั้งเพื่อเป็นการขอบคุณและเอาใจแม่โพสพที่ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่ผืนนา และเพื่อขออภัยและเรียกขวัญแม่โพสพ เป็นสิริมงคลดลบันดาลให้มั่งมียิ่งขึ้น ปกติจะทำกันในวันศุกร์ซึ่งถือว่าเป็นวันขวัญข้าว

ประเพณีทำขวัญข้าวของบางจังหวัด อาจมีประเพณีทำขวัญข้าว อยู่ 2 ช่วง คือ ช่วงที่ข้าวตั้งท้อง และช่วงข้าวพร้อมเกี่ยว โดยในแต่ละช่วงจะมีเครื่องเซ่นไม่เหมือนกัน เครื่องเซ่นของการทำขวัญข้าวตอนตั้งท้อง ด้วยความเชื่อที่ว่า แม่โพสพเป็นมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกัน พอข้าวตั้งท้อง จึงเชื่อว่าจะอยากทานอาหารเหมือนคนท้อง สิ่งที่ขาดไม่ได้ในเครื่องเซ่นช่วงดังกล่าวจึงเป็นของรสเปรี้ยว อ้อย น้ำมะพร้าว นอกเหนือจากหมาก พลู ธงกระดาษสีต่างๆ ผ้าแดง ผ้าขาว ใส่ลงในชะลอมเล็ก ๆ มีเส้นด้ายสีแดงและสีขาวเพื่อผูกเครื่องเซ่นเข้ากับต้นข้าว ดอกไม้ และด้วยความเชื่อว่าแม่โพสพเป็นผู้หญิง จึงต้องมีน้ำอบ น้ำหอมด้วย โดยคนที่ทำพิธีมักจะเป็นผู้หญิงเจ้าของที่นา แต่พิธีนี้ให้โอกาสผู้ชายทำได้แต่ไม่นิยม

หลังจากมัดโยงเครื่องเซ่นกับต้นข้าวด้วยด้ายสีแดงและขาวเข้าด้วยกันแล้ว ผู้ทำพิธีจะพรมน้ำหอมแป้งร่ำต้นข้าว จากนั้นจึงจุดธูปปักลงบนที่นาพร้อมกล่าวคำขอขมาต่าง ๆ แล้วแต่ที่จะนึกได้ ส่วนมากก็จะเป็นการบอกกล่าวถึงสิ่งที่กำลังจะทำ เช่น ขอให้มีรวงข้าวสวย มีข้าวเยอะ ๆ ให้ผลผลิตสูง ๆ เมื่อพูดทุกอย่างที่อยากพูดจบก็ต้องกู่ร้องให้แม่โพสพรับทราบเจตนาดัง ๆ

 เมื่อข้าวเริ่มตั้งท้องชาวนาจะเอาไม้ไผ่มาสานชะลอมแล้วนำเครื่องแต่งตัวของหญิง เช่นแป้ง น้ำมันใส่ผม น้ำอบไทย หวี กระจกใส่ในชะลอม พร้อมด้วยขนมหวานสักสองสามอย่าง ส้มเขียวหวาน ส้มโอแกะกลีบ ปักเสาไม้ไผ่แล้วเอาชะลอมแขวนไว้ในนา เพื่อให้แม่พระโพสพแต่งตัวและเสวยสิ่งของนั้น จะได้ออกรวงได้ผลดีเขาเรียกว่า เฉลว
 
    หลังจากพิธีทำขวัญข้าวในช่วงข้าวพร้อมเกี่ยว ก็ทำการเก็บเกี่ยวข้าวได้เลย หลังจากนั้นก็เตรียมตัวทำพิธี รับขวัญแม่โพสพ ในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปีต่อไป แม้ว่าการทำนาปัจจุบันจะทำได้ถึงปีละ 3 ครั้งแต่ประเพณียังคงต้องทำตามการปลูกข้าวตามฤดูกาลในอดีตเท่านั้น การทำขวัญข้าว ผู้ชายสามารถทำขวัญข้าวได้ แต่รับขวัญข้าวไม่ได้เด็ดขาด
ช่วงเวลา
กลางเดือน ๑๐ ประมาณเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ของทุกปี
ลักษณะความเชื่อ
เชื่อว่าถ้าได้ทำขวัญข้าว และถ้าพระแม่โพสพได้รับเครื่องสังเวยแล้ว ไม่ทำให้เมล็ดข้าวล้ม หนอน สัตว์ต่าง ๆ มากล้ำกราย ได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนถวายแก่พระสงฆ์เมื่อข้าวนาสุกดีแล้ว เมื่อนวดข้าวเสร็จก็จะกำหนดวันพฤหัสบดีหรือวันศุกร์นำข้าวขึ้นยุ้ง ชาวบ้านก็จะมาร่วมทำขวัญข้าว ร้องเพลงทำขวัญแม่โพสพ

ความสำคัญ                                                                                                                                                                                                       การทำขวัญข้าวนั้น เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับชาวนาให้รู้ว่า การทำนาปลูกข้าวของตนนั้น จะไม่สูญเปล่า เพราะพระแม่โพสพเป็นผู้ดูแล และเมื่อมีการเกี่ยวข้าวก็จะมาช่วยกันเกี่ยวข้าว เป็นการสร้างความสมัครสมานสามัคคี และที่สุดคือการร่วมสนุกสนานเมื่อทุกคนเหนื่อยยาก และประสบความสำเร็จด้วยดี

 
เครื่องสังเวย
ให้นำเครื่องสังเวยไปบูชาแม่โพสพในแต่ละครั้ง
๑. ช่วงข้าวในนากำลังตั้งท้อง
-กล้วย อ้อย ถั่ว งา ส้ม อย่างละ ๑ คำใส่ตะกร้าสาน
-หมาก พลูจีบ ๑ คำ
๒. เมื่อเกี่ยวข้าวและนำขึ้นยุ้งข้าว
– หมาก พลูจีบ ๑ คำ
– บุหรี่ ๑ มวน
– ข้าวที่เกี่ยวแล้ว ๑ กำ
– ผ้าแดง ผ้าขาว ขนาด ๑ คืบ อย่างละ ๑ ผืน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://sites.google.com

ตักบาตรเทโว ประเพณีโบราณของไทยหลังวันออกพรรษา

  • มีนาคม 6, 2019

ตักบาตร เทโว อยากรู้ว่า ตักบาตรเทโว 2561 วันไหน รวมถึงประวัติความเป็นมาของการตักบาตรเทโว และวิธีตักบาตรเทโว เป็นอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปรู้จักหัวข้อเหล่านี้กันค่ะ

ตักบาตรเทโว นับว่าเป็นประเพณีวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน หลายคนคงเคยได้ยินหรือเคยปฏิบัติกันมาบ้างแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีพุทธศาสนิกชนมากมายที่มารวมตัวกันใส่บาตรในวันนั้น แต่อีกหลายคนก็ยังไม่ทราบว่า ตักบาตรเทโว คืออะไร หรือเป็นวันสำคัญอย่างไร และเราต้องทำอะไรบ้าง วันนี้กระปุกดอทคอมจึงจะพาไปรู้จักกันค่ะ

ความหมายของตักบาตรเทโว

ตักบาตรเทโว หรือภาษาอังกฤษคือ Tak Bat Devo and Chak Phra Festivals คำว่า ตักบาตรเทโว มาจากคำเต็มว่า ตักบาตรเทโวโรหณะ ซึ่งแปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก เป็นการตักบาตรเนื่องในโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทบันทึกไว้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์เป็นคู่ ๆ) ที่ต้นมะม่วงใกล้เมืองสาวัตถีแล้วก็เสด็จขึ้นไปจำพรรษาที่ 7 บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศนาพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดาเป็นเวลา 3 เดือน ครั้นออกพรรษา แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จลงสู่มนุษย์โลกทางบันไดพาดลงใกล้เมืองสังกัสสะ

ประวัติความเป็นมาของวันตักบาตรเทโว

วันตักบาตรเทโว หมายถึง วันทำบุญตักบาตรในเทศกาลวันออกพรรษา ตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนว่า เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังจากเทศนาอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดา

ทั้งนี้คำว่าเทโว ย่อมาจากคำว่า เทโวโรหณะ ซึ่งแปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก ซึ่งหมายถึง การเสด็จลงจากเทวโลกของพระพุทธเจ้า ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงเทศนาโปรดประชาชนในแคว้นต่าง ๆ ของอินเดียตอนเหนือ ตั้งแต่เมืองราชคฤห์ เมืองพาราณสี เมืองสาวัตถี ตลอดถึงเมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นปิตุภูมิของพระองค์ ทรงเทศนาโปรดพระประยูรญาติทั้งหลายถ้วนหน้า แล้วทรงปรารถนาจะสนองพระคุณมารดา ที่หลังประสูติพระองค์ได้ 7 วัน ก็สิ้นพระชนม์ และได้ไปเกิดเป็นนางสวรรค์อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ฉะนั้นในพรรษาที่ 7 หลังจากตรัสรู้ พระพุทธองค์จึงเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดาอยู่พรรษาหนึ่ง ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จึงเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาประทับที่เมืองสังกัสสะ จากนั้นประชาชนได้พากันไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทำบุญตักบาตรอย่างหนาแน่น

ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากเทวโลกลงมาสู่เมืองมนุษย์ บรรดาพุทธศาสนิกชนจึงนิยมตักบาตรกันเป็นพิเศษ เป็นประเพณีสำคัญสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ เรียกว่า “ตักบาตรเทโว” โดยพระสงฆ์จำนวนมาก นำโดยพระพุทธรูปเดินลงบันไดจากมณฑปพระพุทธบาท ลงมารับบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้งจากพุทธศาสนิกชน โดยอาหารที่นิยมตักในวันนั้น นอกจากข้าวและอาหารคาวหวานธรรมดาแล้ว ก็จะมีข้าวต้มลูกโยนด้วย ซึ่งบางท่านสันนิษฐานว่าในครั้งนั้นผู้คนรอใส่บาตรกันแออัดมาก เข้าไม่ถึงพระ จึงใช้ข้าวก่อหรือปั้นโยนลงบาตร การตักบาตรเทโวจึงเป็นการทำบุญอย่างมโหฬารของพุทธศาสนิกชนนับแต่นั้นมา

ตักบาตรเทโว วันไหน

ตักบาตรเทโว 2561 ปีนี้ตรงกับวันที่ 25 ตุลาคม 2561 ซึ่งเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 หรือหลังวันออกพรรษา 1 วัน

วิธีตักบาตรเทโว

วิธีตักบาตรเทโว ในแต่ละภาคแต่ละจังหวัดอาจมีความแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ที่นิยมปฏิบัติตามกันมามีดังนี้

– จัดเตรียมขบวนรถทรงหรือคานหามพระพุทธรูป เพื่อชักหรือหามนำหน้าพระสงฆ์ในการรับบาตร หรือจะให้อุบาสกอุบาสิกาเป็นผู้เชิญพระพุทธรูปก็ได้

– พระพุทธรูปที่จะเชิญนิยมพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร ถ้าไม่มีอาจใช้ปางอื่น ๆ แต่ให้เป็นพระพุทธรูปยืน

– พุทธศาสนิกชนเตรียมภัตตาหารใส่บาตร โดยเฉพาะข้าวต้มลูกโยนที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ

– มีการแสดงพระธรรมเทศนาหลังใส่บาตรเสร็จ

ประเพณีการตักบาตรเทโว นับว่าเป็นประเพณีทางพุทธศาสนาที่สมควรอนุรักษ์ไว้ เพราะประเพณีนี้ นอกจากจะแสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนิกชนยังมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นประเพณีที่มีคุณค่าด้านอื่นอีกด้วย เช่น เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และทำให้เกิดความสามัคคีระหว่างชาวบ้านกับวัดอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://hilight.kapook.com/view/109308

บุญแจกข้าว หรือทำบุญหา (การทำบุญอุทิศส่วนกุศลถึงผู้ล่วงลับ)

  • มีนาคม 5, 2019

บุญแจกข้าว หรือทำบุญหา

เมื่อวันเสาร์ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ผู้เขียนได้รับเชิญคุณอาทิตย์ ประทุมชัย เจ้าภาพงานให้ไปโฮมบุญในงานบุญแจกข้าวเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อแต้ม นาคนชม ณ บ้านเลขที่ ๑๒๐ หมู่ ๑ บ้านแห่ ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ผู้เขียนเห็นว่ากิจกรรมนี้เป็นประเพณีของชาวอีสานที่แสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณของลูกหลานที่ต้องการแสดงออกถึงความเคารพรักพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อให้ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับสงบสุขและได้รับส่วนบุญที่ลูกหลานทำบุญหา ที่ควรสืบสานประเพณีนี้ไว้เป็นมรดกของชาวอีสาน จึงใคร่ขอถ่ายทอดสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นและได้รับความรู้จากผู้รู้ทั้งหลายในชุมชนบ้านแห่มาเล่าสู่กันฟัง ดังรายละเอียดที่จะนำเสนอต่อไปนี้

บุญแจกข้าว หรือทำบุญหา เป็นประเพณีของคนอีสานที่ต้องการแสดงออกถึงความเคารพรักพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อให้ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับสงบสุขและได้รับส่วนบุญที่ลูกหลานทำบุญหา

กิจกรรมหลักมี 3 ช่วงคือ
ช่วงที่ 1 เรียกว่า “มื้อเค้างาน” เป็นการเตรียมงานก่อนวันโฮมบุญ โดยส่วนใหญ่จะประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนเริ่มงาน ได้แก่ การจัดเตรียมสถานที่ ทำความสะอาดบริเวณ แจกซองเชิญแขก นิมนต์พระมาเทศน์ในงาน จัดเตรียมสิ่งของที่ใช้ในงาน จัดเตรียมของถวายพระ ข้าวปลาอาหารและเครื่องดื่มไว้เลี้ยงแขก เตรียมทำข้าวต้มมัด ขนมปาด (โปรดดูเพิ่มเติมวิธีทำขนมปาดหรือขนมเปียกปูน) และขนมจีนเอาไว้แจกผู้มาร่วมงาน

ช่วงที่ 2 เรียกว่า “มื้อโฮม” เป็นวันงานที่ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านและแขกที่ได้รับเชิญหรือผู้มีจิตกุศลต้องการโฮมบุญด้วยกัน ซึ่งอาจจะเป็นเงิน ข้าวสาร และ/หรือข้าวของเครื่องใช้ โดยตอนเช้าเจ้าภาพช่วยกันทำอาหารเลี้ยงแขกที่มางาน ทำขนมปาด ขนมจีนไว้เลี้ยงแขกที่มาฟังเทศน์

และเตรียมห่อข้าวเหนียวนึ่ง กับข้าวและขนมให้แขกคนละชุดกลับบ้าน เมื่อทุกคนมาถึงบ้านงาน จะนำเงิน ข้าวสารและสิ่งของที่เตรียมมาร่วมทำบุญมอบให้กับเจ้าภาพ เจ้าภาพก็จะบันทึกไว้หรือลงบัญชีไว้และแจกข้าวต้มมัด ขนมจีน ข้าวเหนียวนึ่งและกับข้าวที่เตรียมใส่ถุงไว้แจกให้ผู้มาร่วมโฮมบุญทุกคน ซึ่งธรรมเนียมนี้ชาวอีสานถือว่าเป็นการให้ทานและแขกที่ไปร่วมงานควรรับของแจกไว้เพื่อให้เจ้าภาพสบายใจ

ต่อจากนั้นก็เป็นการเทศนาธรรม โดยทั่วไปชาวอีสานมักนิยมนิมนต์พระให้มาเทศน์แหล่เป็นนิทานหรือชาดก

ช่วงบ่ายเจ้าภาพและญาติมิตรจะช่วยกันจัดเตรียมหอปราสาท (คือการนำสิ่งของที่จะส่งไปให้ผู้ตายไปใช้ในโลกวิญญาณ เช่น หมอน เสื่อ เสื้อผ้า ฯลฯ และอัฐิของผู้ตายรวมอยู่ด้วย กองรวมกันไว้ใกล้ธรรมาสน์ที่พระนั่งเทศน์)

ตอนเย็นก็มีมหรสพ ซึ่งมักเป็นหมอลำตามความนิยมของท้องถิ่น

ช่วงที่ 3 เรียกว่า “มื้อถวาย” ภายหลังจากโฮมบุญกันเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงกิจกรรมถวายพระ โดยในตอนเช้าเจ้าภาพจะทำบุญเลี้ยงพระอาจเป็นที่บ้านงานหรือไปเลี้ยงพระที่วัดก็ได้ แล้วนำหอปราสาทที่มีสิ่งของที่โฮมบุญกันนั้นให้พระที่นิมนต์มารับของถวายหรือเจ้าภาพบางคนอาจนำสิ่งของส่วนหนึ่งไปถวายวัดที่จะนำอัฐิของผู้ตายไปเก็บไว้ที่ธาตุของวัดนั้น โดยชาวอีสานมีความเชื่อว่า เมื่อคนเราตายไปแล้ว ในปรโลก (โลกของคนตาย) ไม่มีการทำไร่ไถนา ไม่มีการใช้เงินตราเพื่อซื้อของ ต้องอาศัยลูกหลาน ญาติผู้ที่อยู่เบื้องหลังทำบุญไปให้

อย่างไรก็ดีการทำบุญแจกข้าวที่ดีนั้น ควรที่จะมีการแจกข้าวทั้งตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ และตอนที่ตายไปแล้วด้วยเหตุผลที่ว่าเช่นนั้นเพราะ ตอนที่เรามีชีวิตอยู่โอกาสในการทำความดี ความชั่วมีมาก ดังนั้นควรที่จะสร้างความดีให้กับตนเองให้มาก ไม่ประพฤติผิดศีลทำนองคลองธรรม บำรุงบิดามารดา รู้จักเข้าวัดวาบ้าง อย่างน้อยก็เป็นการทำบุญ ซึ่งถือเป็นการสร้างเสบียงให้กับตนเองก่อนสิ้นใจ และเมื่อตายไปแล้วเราไม่ได้เอาอะไรไปด้วย เงินทอง พ่อแม่ ลูกหลาน ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงใช่จะตามเราไปด้วย เมื่อเวลาตาย สิ่งที่เหลือไว้ในโลกนี้ก็เพียงแค่กระดูก และความดีชั่วที่เราเคยทำไว้ บุญและบาปที่เราทำไว้เท่านั้นที่จะติดตัวเราไปด้วย ดังนั้นต้องหมั่นแจกข้าวให้กับตนเองตอนที่มีชีวิตอยู่ให้เยอะ ๆ เพราะเมื่อเราตายไปก็จะมีความสุข และสบายด้วยบุญที่เราทำเอาไว้ขณะที่มีชีวิตอยู่จะหนุนเราสู่สุคติ

ขอขอบคุณ

ขอบคุณแหล่งที่มา http://boss.kku.ac.th/esandb/en/

แห่นางแมว

แห่นางแมว เป็น ประเพณี

  • มีนาคม 4, 2019

  แห่นางแมว

     ประเพณี  แห่นางแมว เป็นพิธีกรรมขอฝนของเกษตรกรไทยจัดขึ้นทั้งในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงหนือ เมื่อใกล้ฤดูเพาะปลูกแล้วแต่ฝนยังไม่มาหรือมาล่าช้ากว่าปรกติ ส่งผลให้ข้าวในนา พืชในสวนขาดน้ำหล่อเลี้ยง ให้ผลผลิตไม่ได้เต็มที่ ชาวนา ชาวไร่ก็จะจัดพิธีแห่นางแมวขอฝนที่ทำสืบต่อกันมาด้วยความเชื่อที่ว่า หากทำพิธีแห่นางแมวแล้ว อีกไม่ช้าฝนก็จะตกลงมา

สมัยโบราณนั้น เชื่อกันว่าที่ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้งไปทั่วนั้น มีอยู่หลายสาเหตุ เช่น ดินฟ้าอากาศแปรปรวน ผู้คนย่อหย่อนศีลธรรม ผู้ปกครองไม่อยู่ในทศพิศราชธรรม และที่ใช้แมวแห่เพื่อขอฝนนั้น ก็มาจากความเชื่อกันว่า แมวเป็นสัตว์ที่กลัวฝน กลัวน้ำ หากฝนตกเมื่อใดแมวจะร้อง คนโบราณถือเคล็ดว่า ถ้าแมวร้องแสดงว่าฝนกำลังจะตก

บ้างก็เชื่อว่า แมวนั้นเป็นตัวแทนของความแห้งแล้ง หากเมื่อใดแมวถูกสาดน้ำจนเปียกปอนก็เท่ากับเป็นการขับไล่ความแห้งแล้งออกไปจากเมือง เมื่อบ้านเมืองเกิดความแห้งแล้งผิดธรรมชาติ จึงใช้กลอุบายให้แมวร้องออกมา ด้วยการนำแมวมาใส่กระบุงหรือตะกร้าแล้วแห่ไปรอบๆ หากขบวนแห่ผ่านหน้าบ้านใครก็ให้สาดน้ำใส่แมว เพื่อให้แมวร้องออกมา บ้างก็เชื่อว่า แมวเป็นสัตว์ที่มีอำนาจลึกลับสามารถเรียกฝนได้

ด้วยเหตนี้เมื่อฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกษตรกรก็จะนัดหมายเตรียมจัดพิธีแห่นางแมวขึ้น โดยคัดเลือกแมวลักษณะดีสายพันธุ์สีสวาด เพศเมีย ๑ – ๓ ตัว ใส่กระบุงหรือตะกร้าออกแห่ไปรอบๆ หมู่บ้าน ฝนก็จะตกลงมาภายใน ๓ วัน ๗ วัน สาเหตุที่ต้องเลือกแมวสีสวาดก็เพราะคนโบราณมองว่าขนสีเทาคล้ายกับสีเมฆฝน บางแห่งอาจจะใช้แมวดำแทน

ในระหว่างที่แห่นางแมวจะมีคนทำหน้าที่ร้องเพลงเซิ้ง ตีเกราะเคาะไม้เพื่อให้เกิดจังหวะสนุกสนานไปด้วย เนื้อหาการเซิ้งก็จะบรรยายถึงความแห้งแล้ง และอ้อนวอนให้ฝนตกลงมา ขบวนแห่นางแมวจะเคลื่อนไปทั่วทุกหลังคาเรือน โดยมีกติการ่วมกันว่า ขบวนแห่นางแมวไปถึงบ้านใคร บ้านนั้นจะต้องเอาน้ำสาด i99bet

จะเห็นได้ว่า ในอดีตมนุษย์ต้องพึ่งพาธรรมชาติอยู่เสมอในการเพาะปลูก เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมที่ต้องอาศัยน้ำ ฝนเป็นปัจจัยหลักในการเพาะปลูก และเนื่องจากสมัยก่อนยังไม่มีระบบชลประทาน หรือฝนเทียม น้ำฝนจึงเป็นสิ่งเดียวที่ธรรมชาติมอบให้ ช่วยต่อชีวิตให้กับพืชผลการเกษตรในนาไร่ ถ้าปีไหนฝนฟ้าไม่เป็นใจ หรือมาล่าช้ากว่าปรกติ เพราะเพาะปลูกก็จะได้ผลไม่ค่อยดี หรือให้ผลไม่เต็มที่เท่าไหร่นัก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกษตรกรจึงต้องจัดพิธีแห่นางแมวขึ้นเพื่อขอฝน…

รายชื่อ ประเพณีไทย ทั้ง 4 ภาค – เรียนรู้ประเพณีพื้นบ้านไทย

  • มีนาคม 3, 2019

รายชื่อ ประเพณีไทย ทั้ง 4 ภาค

ประเพณี ภาษาอังกฤษ คือ tradition ประเพณีไทยนั้น มีประเพณีที่คนรู้จักทั่วประเทศ และสามารถแบ่งเป็นหลายภาค ยังมีประเพณีความเชื่อที่แต่ละชุมชนกระทำต่อ ๆ กันมา แยกย่อยไปได้อีก บทความนี้ นำรายชื่อประเพณีต่างๆ มาฝาก หากภาคไหนมีแตกต่าง สามารถคอมเม้นท์ไว้ได้นะคะ แล้วจะหาใส่ให้เป็นความรู้กับเพื่อนคนอื่นๆ ด้วยค่ะ

ประเพณีต่างๆ ในภาคเหนือ
ประเพณียี่เป็ง
ประเพณีทานขันข้าว
ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ
ประเพณีปอยส่างลอง(งานบวชลูกแก้ว)
ประเพณีฟ้อนผีปู่ย่า
ประเพณีสลากภัต

ประเพณีต่างๆ ในภาคกลาง
ประเพณีตักบาตรดอกไม้ : Festival of Floral Offerings
ประเพณีกวนข้าวทิพย์
ประเพณีตักบาตรเทโว
ประเพณีทำขวัญข้าว

ประเพณีกำฟ้า
ประเพณีโยนบัว
ประเพณีเผาเทียนเล่นไฟ : Candle Festival

ประเพณีต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ประเพณีแห่ผีตาโขน : Phi Ta Khon Festival
ประเพณีแห่นางแมว (พิธีขอฝนของคนอีสาน)
ประเพณีบุญเบิกฟ้า
ประเพณีบุญผะเหวด
งานประเพณีตีช้างน้ำนอง

ประเพณีแซนโฎนตา
ประเพณีทอดกฐิน
ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง
ประเพณีบุญบั้งไฟ : Rocket Festival
ประเพณีแห่เทียนพรรษา : Candle Festival

ประเพณีไหลเรือไฟ
ทอดผ้าป่ากลางน้ำ
เทศกาลผลไม้
ทำบุญกลางทุ่ง
ทอดผ้าป่าโจร

Link : ไม่ได้มีแค่ในไทย! 5 ประเทศอื่นๆ ที่มี “วันลอยกระทง” เช่นกัน

วันลอยกระทง ประวัติ ความเป็นมา | ทำไมต้องลอยกระทง ความเชื่อต่างๆ

ประเพณีต่างๆ ในภาคใต้
ประเพณีให้ทานไฟ
ประเพณีสารทเดือนสิบ
ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ
ประเพณีลากพระ
ประเพณีอาบน้ำคนแก่

ประเพณีสวดด้าน
ประเพณีแห่นางดาน
ประเพณีกวนข้าวยาคู
ประเพณียกขันหมากพระปฐม
ประเพณีตักบาตรธูปเทียน

ประเพณีอื่น ๆ
ประเพณีสงกรานต์ : Songkarn Festival

ประเพณีก่อเจดีย์ทราย
ประเพณีลอยเรือ
ประเพณีแห่นางแมว
ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ

ประเพณีลอยโคม
ประเพณีบวชลูกแก้วหรือปอยส่างลอง
ประเพณีฮีตสิบสอง คองสิบสี่
ประเพณีไหลเรือไฟ
ประเพณีผีตาโขน

ประเพณีบุญบั้งไฟ
ประเพณีลอยกระทงสาย
งานประเพณีลอยกระทง : Loy Krathong

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ

ประเพณี ‘อุ้มพระดำน้ำ’ แห่งเมืองเพชรบูรณ์ ตำนานที่ถูกเล่าขานมากว่า 400 ปี

โดยมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้ออกหาปลาในแม่น้ำป่าสัก แต่อยู่มาวันหนึ่ง เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น โดยกระแสน้ำในบริเวณวังมะขามแฟบ มีพรายน้ำผุดขึ้นมาทีละน้อย จนแลดูคล้ายน้ำเดือด จากนั้นกลายเป็นวังวนดูดเอาองค์พระพุทธรูปองค์หนึ่งลอยขึ้นมาเหนือน้ำ ทำให้ชาวประมง ต้องลงไปอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่วัดไตรภูมิ

แต่ในปีถัดมาตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 วันประเพณีสารทไทย พระพุทธรูปดังกล่าวหายไป ชาวบ้านต่างพากันระงมหา สุดท้ายไปพบพระพุทธรูปกลางแม่น้ำป่าสัก บริเวณที่พบพระพุทธรูปองค์นี้ในครั้งแรก กำลังอยู่ในอาการดำผุดดำว่าย จึงได้ร่วมกันอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดไตรภูมิ อีกครั้งหนึ่ง พร้อมร่วมกันถวายนามว่า “พระพุทธมหาธรรมราชา” news.mthai.com

ประเพณีวิ่งควาย
ประเพณีแห่ปลา
ประเพณีแห่พระบรมสารีริกธตุวัดนางชี

ประเพณีแข่งเรือ
ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว
ประเพณีบายศรีสู่ขวัญ
ประเพณีการทอดผ้าป่า

ประเพณีทอดกฐิน
ประเพณีออกพรรษา ตักบาตรเทโว
ประเพณีทำบุญเข้าพรรษา หล่อเทียน และแห่เทียนพรรษา
ประเพณีตรุษสงกรานต์ 26 ประเพณีทำบุญ ตักบาตร ถวายสังฆทาน
ประเพณีการทำบุญ สวดมนต์ เลี้ยงพระ

ประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย
ประเพณีหมั้นและแต่งงาน
ประเพณีบวช
ประเพณีและพิธีโกนจุก

ที่มา ประเพณีไทย

**บางประเพณี รู้จักกันทั้งประเทศ แต่อาจจะโดดเด่นที่สุดในบางจังหวัด

บทความแนะนำ i99bet
คำศัพท์เกี่ยวกับ วันหยุด เทศกาล วันสำคัญต่างๆ ในภาษาอังกฤษ
เวียนเทียนวันไหนบ้าง ? แต่ละปีเวียนเทียน 3 วัน คือ มาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา
ความเชื่อ ขั้นตอนต่างๆ ในงานศพ – เกี่ยวกับประเพณีพิธีกรรม งานศพของคนไทย
รีวิวทริปเที่ยวเหนือ วิถีอีสานล้านนา พักโฮมสเตย์ ชุมชนบ้านท่าขันทอง เชียงราย
พิธีซัดน้ำ ประเพณีแต่งงานไทยโบราณ | พร้อมเปิดความหมายวลีเด็ด โล้สำเภา
วันสำคัญต่างๆ ทั้ง 12 เดือน – วันสำคัญของไทยและทั่วโลก…